
กรุงศรีชู BCP รับอานิสงส์กฎหมาย SAF หนุนดีมานด์ระยะยาว เคาะเป้า 68 บาท
บล.กรุงศรี ชู BCP รับประโยชน์กฎหมายบังคับใช้เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) หนุนความต้องการเติบโตระยะยาว หลังยุโรปตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผสมเป็น 20% ปี 2578 ขณะที่บริษัทมีกำลังผลิต SAF 1 ล้านลิตรต่อวัน พร้อมแนะ “ซื้อ” เป้า 68 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 30 ตุลาคม 2569 ว่า บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มโรงกลั่นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยเฉพาะมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) ซึ่งกำลังผลักดันให้หลายประเทศทยอยออกกฎหมายบังคับใช้เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการ SAF มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว
ทั้งนี้ สหภาพยุโรป (EU) กำหนดให้สายการบินที่เติมเชื้อเพลิงในยุโรปต้องมีสัดส่วนการผสม SAF อย่างน้อย 2% ตั้งแต่ปี 2568 และทยอยเพิ่มขึ้นเป็น 6% ในปี 2573 ก่อนขยับสู่ระดับ 20% ในปี 2578 สะท้อนทิศทางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมการบินไปสู่การใช้พลังงานสะอาดและการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเริ่มใช้มาตรฐาน SAF ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้สายการบินมีความจำเป็นต้องจัดหาเชื้อเพลิงการบินยั่งยืนเพิ่มขึ้น แม้ว่าต้นทุน SAF จะยังสูงกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไปค่อนข้างมาก แต่ด้วยข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่ทยอยเข้มงวดขึ้น จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการใช้ SAF ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้สหรัฐอเมริกาจะมีการปรับลดหรือยกเลิกมาตรการสนับสนุนด้านพลังงานสะอาดบางรายการ แต่ยังคงมีมาตรการเครดิตภาษีสำหรับเชื้อเพลิงสะอาดต่อเนื่องไปจนถึงปี 2572 ส่งผลให้นโยบายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของตลาด SAF
สำหรับ BCP ถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่มีความพร้อมรองรับแนวโน้มดังกล่าว เนื่องจากบริษัทมีกำลังการผลิต SAF อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นกำลังผลิตขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยตามข้อมูลของฝ่ายวิจัย จึงมีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรงจากความต้องการเชื้อเพลิงการบินยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากข้อกำหนดในประเทศและตลาดต่างประเทศ
นอกจากนี้ บล.กรุงศรีมองว่า BCP ยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตจากธุรกิจพลังงานสะอาดอื่น ๆ นอกเหนือจาก SAF โดยเฉพาะธุรกิจผลิตไฟฟ้าผ่าน บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้าที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วรวม 1,475 เมกะวัตต์ รวมถึงธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพผ่าน บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ BBGI ซึ่งดำเนินธุรกิจไบโอดีเซลและเอทานอล
ทั้งนี้ ธุรกิจดังกล่าวมีโอกาสได้รับประโยชน์จากนโยบายส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพของประเทศไทย รวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องการลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิต เพื่อรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดทางการค้าของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะตลาดยุโรป
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ BCP มีความได้เปรียบเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการโรงกลั่นรายอื่น คือปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่อยู่ในระดับต่ำ โดยในปี 2568 บริษัทมีปริมาณการปล่อยคาร์บอนรวมประมาณ 2 ล้านตัน ลดลง 6% จากปีก่อน แม้ว่าบริษัทจะมีกำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นก็ตาม สะท้อนถึงการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น
บล.กรุงศรีประเมินว่า หากประเทศไทยเริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอนในอัตรา 200 บาทต่อตัน BCP จะมีภาระต้นทุนภาษีคาร์บอนประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี ซึ่งต่ำกว่าผู้ประกอบการโรงกลั่นรายอื่นอย่างบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ที่คาดว่าจะมีภาระภาษีคาร์บอนประมาณ 600–700 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ BCP ยังนำสมมติฐานราคาคาร์บอนภายในองค์กรที่ระดับ 200 บาทต่อตัน มาใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุนโครงการใหม่ สะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมรองรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงจากมาตรการภาษีคาร์บอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับภาพรวมผลประกอบการ บล.กรุงศรีคาดว่า BCP จะมีกำไรสุทธิปี 2569 ประมาณ 33,405 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2,880 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานปกติคาดอยู่ที่ 39,838 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 10,581 ล้านบาทในปีก่อน ส่วนปี 2570 คาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 21,370 ล้านบาท และปี 2571 อยู่ที่ 9,881 ล้านบาท ตามลำดับ
ทั้งนี้ แม้ประมาณการกำไรในปี 2570–2571 จะปรับลดลงจากระดับสูงในปี 2569 แต่ฝ่ายวิจัยยังมองว่าการขยายธุรกิจ SAF พลังงานหมุนเวียน และเชื้อเพลิงชีวภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตของ BCP ในระยะยาว ขณะเดียวกันการมีปริมาณการปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าผู้ประกอบการรายอื่นยังช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนจากมาตรการสิ่งแวดล้อมในอนาคต
สำหรับคำแนะนำการลงทุน บล.กรุงศรียังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น BCP พร้อมราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 68 บาทต่อหุ้น ประเมินด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) ภายใต้สมมติฐานต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (WACC) ที่ 8% โดยมองว่า BCP มีความโดดเด่นจากโอกาสเติบโตของธุรกิจ SAF การขยายพอร์ตพลังงานสะอาด และความเสี่ยงด้านภาษีคาร์บอนที่ต่ำกว่าผู้ประกอบการโรงกลั่นรายอื่น

