“ธนินท์” เปิดยุทธศาสตร์ CP รุกหุ่นยนต์–พลังงาน ปั้นธุรกิจใหม่รับยุค AI

“ธนินท์ เจียรวนนท์” กางยุทธศาสตร์เครือ CP รับคลื่นเทคโนโลยีโลก เดินหน้าพัฒนาหุ่นยนต์ Humanoid ป้อนภาคเกษตร โรงงาน และค้าปลีก หวังต่อยอดสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ พร้อมมองโอกาสลงทุนผลิตไฟฟ้ารองรับ Data Center ชู AI ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เสนอรัฐบาลปฏิรูปเกษตร–ระบบราชการ ดึงคนเก่งทั่วโลก 5 ล้านคน สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ ก่อนเดินหน้าปรับโครงสร้างบริหาร CP เหลือ 2 ชั้น เร่งองค์กรรับการแข่งขันยุคใหม่


นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) เปิดเผยบนเวทีเสวนา THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ในหัวข้อ เห็นทิศทางโลก เข้าใจทิศทางทางไทย จากผู้นำที่สร้างอนาคตจริง ว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ กำลังสร้างจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ให้เศรษฐกิจโลก ทั้งด้านการผลิต การลงทุน และตลาดแรงงาน โดยมองว่าประเทศไทยมีโอกาสใช้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และก้าวสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง หากสามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาบุคลากรให้ทันเทคโนโลยี

สำหรับเครือ CP กำลังเดินหน้าขยายการลงทุนสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะ หุ่นยนต์ Humanoid, AI และธุรกิจพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างโอกาสเติบโตในธุรกิจใหม่ ควบคู่กับการยกระดับธุรกิจเดิมให้แข่งขันได้ในตลาดโลก

CP บุกตลาดหุ่นยนต์ Humanoid หวังต่อยอดธุรกิจใหม่

นายธนินท์เปิดเผยว่า เครือ CP ได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรเทคโนโลยีจากประเทศจีน เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ Humanoid โดยหลังเริ่มดำเนินการไม่ถึงหนึ่งปี สามารถพัฒนาหุ่นยนต์ที่ใช้งานบางประเภทได้แล้ว แม้ยังต้องปรับปรุงความสามารถให้รองรับงานที่ซับซ้อนมากขึ้น

เป้าหมายของการลงทุนไม่ได้จำกัดเพียงการนำหุ่นยนต์มาใช้ภายในเครือ CP แต่ยังวางแนวทางจำหน่ายให้ลูกค้าทั่วไป เพื่อเปิดตลาดใหม่และต่อยอดเป็นแหล่งรายได้ในอนาคต

เบื้องต้นมุ่งนำหุ่นยนต์เข้าสู่ 3 ภาคธุรกิจหลัก ได้แก่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการค้า โดยเฉพาะโรงงานผลิตอาหาร ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) และธุรกิจค้าปลีก ซึ่งมีความต้องการระบบอัตโนมัติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายธนินท์ระบุว่า อุตสาหกรรมอาหารจำเป็นต้องควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพราะความผิดพลาดในกระบวนการผลิตอาจกระทบต่อผู้บริโภค การใช้หุ่นยนต์จึงเป็นทั้งเครื่องมือเพิ่มความแม่นยำ ลดความเสี่ยง และลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว

ขณะที่การพัฒนา AI ทำให้หุ่นยนต์สามารถเรียนรู้และเพิ่มขีดความสามารถได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงงานกะกลางคืนและงานที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง

สำหรับอนาคตของหุ่นยนต์บริการ นายธนินท์มองว่ามีโอกาสนำไปใช้ในร้านค้าปลีก อาทิ 7-Eleven แม็คโคร และโลตัส แต่การพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีรูปลักษณ์เหมือนมนุษย์ทุกประการอาจไม่ใช่เป้าหมายจำเป็นที่สุด เพราะสิ่งสำคัญคือความสามารถในการทำงานและให้บริการลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยวงเงินลงทุน กำลังการผลิต หรือกำหนดการจำหน่ายหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ

ดันโรงงานอัจฉริยะ ลดต้นทุนทุกขั้นตอน หวังสินค้าดีราคาถูก

นายธนินท์กล่าวว่า การนำ AI และหุ่นยนต์เข้าสู่ภาคการผลิตจะผลักดันอุตสาหกรรมสู่โรงงานอัตโนมัติ หรือ Dark Factory ซึ่งสามารถดำเนินงานได้โดยใช้แรงงานมนุษย์น้อยลง และลดต้นทุนบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานภายในโรงงาน

ตัวอย่างเช่น โรงงานที่ใช้หุ่นยนต์เป็นหลักอาจไม่จำเป็นต้องเปิดระบบแสงสว่างตลอดเวลาในระดับเดียวกับโรงงานทั่วไป ส่งผลให้สามารถลดการใช้พลังงานและเพิ่มความต่อเนื่องของกระบวนการผลิต

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของเครือ CP ที่ต้องการใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพาะปลูก การผลิต การแปรรูป การขนส่ง และการจัดจำหน่าย โดยยึดเป้าหมายเพิ่มคุณภาพสินค้าและลดราคาจำหน่ายไปพร้อมกัน

“ต้องทำของดี ราคาถูก ไม่ใช่ของดีราคาแพง” นายธนินท์กล่าว พร้อมอธิบายว่า เทคโนโลยีที่ดีต้องช่วยลดต้นทุนและสร้างประโยชน์ให้ผู้บริโภค ไม่ใช่เพิ่มภาระด้านราคา

ส่วนความกังวลว่าหุ่นยนต์และ AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ นายธนินท์ยอมรับว่าอาจเกิดผลกระทบต่อการจ้างงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่เชื่อว่าเทคโนโลยีจะสร้างธุรกิจและอาชีพใหม่ในระยะยาว เช่นเดียวกับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีครั้งสำคัญในอดีต

โดยเฉพาะ AI ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถดำเนินธุรกิจได้ด้วยต้นทุนต่ำลง ทั้งด้านการบริหาร การตลาด และงานบริการวิชาชีพ เปิดโอกาสให้คนจำนวนมากสามารถสร้างกิจการของตนเองได้ ขณะที่แรงงานเดิมจำเป็นต้องพัฒนาทักษะเพื่อรองรับอาชีพใหม่

เล็งผลิตไฟฟ้าใช้เอง รองรับ Data Center–หุ่นยนต์ หนุนพลังงานยุคใหม่

นายธนินท์กล่าวว่า ความต้องการไฟฟ้าจะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก เนื่องจากอุตสาหกรรม Data Center, AI, หุ่นยนต์ และรถยนต์ไฟฟ้า ล้วนต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านกำลังผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี รวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

สำหรับเครือ CP นายธนินท์ยอมรับว่า จำเป็นที่จะต้องมีไฟฟ้าให้เพียงพอต่อการดำเนินงานภายในเครือจากการใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ Data Center หรืออุตสาหกรรมใหม่ของกลุ่มบริษัท จึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ซีพีเองจะต้องเพิ่มศักยภาพการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้นทั้งจากธุรกิจในองค์กรที่มีอยู่แล้ว หรือธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคตเพื่อใช้ภายในกิจการ

สำหรับแหล่งพลังงาน นายธนินท์มองว่า ในระยะแรกประเทศไทยอาจยังต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ก่อนพิจารณาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งเห็นว่ามีศักยภาพรองรับความต้องการไฟฟ้าระยะยาว โดยประเมินว่าเทคโนโลยีดังกล่าวอาจมีความพร้อมมากขึ้นในช่วงปี 2573 หรือปี 2030 อย่างไรก็ตาม ยังเป็นมุมมองต่อพัฒนาการของเทคโนโลยี ไม่ใช่การประกาศแผนลงทุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเครือ CP

ชูปฏิรูปเกษตรไทย เพิ่มผลผลิต 5 เท่า เปิดทุนเอกชนพัฒนาระบบน้ำ

นายธนินท์กล่าวว่า ภาคเกษตรกรรมยังเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย แต่ข้อจำกัดด้านระบบชลประทานและการถือครองพื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็ก ทำให้เกษตรกรจำนวนมากไม่สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่

จึงเสนอให้รัฐบาลยกระดับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ ขุดลอกแม่น้ำ และขยายระบบชลประทาน เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้สม่ำเสมอตลอดปี ลดความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง

นายธนินท์ประเมินว่า หากประเทศไทยบริหารจัดการน้ำได้อย่างเพียงพอ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีการเพาะปลูก ผลผลิตสินค้าเกษตรมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อย่างน้อย 5 เท่า และช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ

อีกแนวทางสำคัญคือการรวมพื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็กให้เป็นแปลงใหญ่ โดยให้เกษตรกรนำที่ดินเข้าร่วมและถือหุ้นตามสัดส่วน เพื่อให้สามารถใช้เครื่องจักร หุ่นยนต์ และระบบเกษตรอัจฉริยะได้อย่างคุ้มค่า ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังมีโอกาสรับผลตอบแทนจากการถือหุ้นและนำเวลาไปประกอบอาชีพอื่นเพิ่มเติม

สำหรับเงินลงทุนด้านชลประทาน นายธนินท์เสนอให้รัฐบาลเปิดทางเอกชนไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้เงื่อนไขที่สร้างผลตอบแทนเหมาะสมและรักษาผลประโยชน์ประเทศ แทนการพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงช่องทางเดียว

ทั้งนี้ ภาครัฐควรปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาแหล่งน้ำ พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีการเพาะปลูกและการปรับปรุงพันธุ์พืช เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่และยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร

นายธนินท์ยังมองว่าผลไม้และสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยเฉพาะทุเรียนและผลไม้ที่มีความต้องการในตลาดต่างประเทศ จะเป็นอีกโอกาสสำคัญของเกษตรกรไทย หากสามารถบริหารจัดการน้ำ คุณภาพผลผลิต และต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เสนอรัฐบาลดึงคนเก่ง 5 ล้านคน ปั้นไทยศูนย์กลางเทคโนโลยี

นายธนินท์เสนอให้รัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์ดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลกเข้ามาทำงาน ลงทุน และสร้างธุรกิจในประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวประมาณ 5 ล้านคน เพื่อเติมกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมใหม่และแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานจากอัตราการเกิดที่ลดลง

แนวคิดดังกล่าวมุ่งดึงดูดนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อยกระดับระบบนิเวศการลงทุนและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่บุคลากรไทย

นายธนินท์ยกตัวอย่างนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่งใช้มาตรการสนับสนุนด้านเงินทุน ที่อยู่อาศัย และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ดึงดูดบุคลากรทักษะสูง โดยข้อมูลที่ได้รับจากการหารือกับผู้บริหารในพื้นที่ระบุว่า การดึงคนเก่งประมาณ 40,000 คน ช่วยสร้างโอกาสการจ้างงานเพิ่มเติมราว 250,000 ตำแหน่ง

จึงเห็นว่าประเทศไทยควรออกแบบมาตรการจูงใจให้แข่งขันกับประเทศชั้นนำอย่างสิงคโปร์ได้ ทั้งด้านสิทธิประโยชน์ โอกาสประกอบธุรกิจ และคุณภาพชีวิต เพื่อดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลกให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานระยะยาว

นายธนินท์ ยังเน้นย้ำว่า การดึงบุคลากรต่างชาติที่มีความสามารถไม่ใช่การแย่งงานคนไทย แต่เป็นการสร้างโอกาสลงทุน ธุรกิจใหม่ และการจ้างงานเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยขยายขนาดเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งหากมีการปรับกฎระเบียบและเงื่อนไขการลงทุนให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง นายธนินท์มองว่าจะเป็นผลดีต่อประเทศ เพราะการแข่งขันดึงดูดเงินทุนในอนาคตจะไม่ได้วัดเพียงต้นทุนแรงงาน แต่รวมถึงความพร้อมของบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และประสิทธิภาพภาครัฐ

“ผมเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีโอกาส แต่อย่าหาว่าผมเชียร์รัฐบาลนะครับ ผมมองว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่ในช่วงเวลาที่มีโอกาสดีที่สุด เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลง และประเทศไทยก็กำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไฮเทคที่มีการลงทุนเข้ามามาก

ผมเห็นว่าทั้งนายกรัฐมนตรี คุณอนุทิน (ชาญวีรกูล)  รองนายกยศชนัน (วงศ์สวัสดิ์) และทีมงานด้านเศรษฐกิจ ทั้งรองนายกรัฐมนตรี ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง มีความรู้ความเข้าใจ แต่คำถามสำคัญคือ “กล้าทำหรือไม่”

นายธนินท์ทิ้งท้ายว่า โลกธุรกิจกำลังเข้าสู่ยุคที่ความสำเร็จในอดีตไม่อาจรับประกันอนาคตได้ องค์กรจึงต้องพร้อมรับมือการแข่งขันและความท้าทายใหม่อยู่เสมอ โดย AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์ใช้แรงงานน้อยลง แต่ทำงานได้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม

ทั้งนี้ ทิศทางดังกล่าวสะท้อนยุทธศาสตร์ของเครือ CP ที่มุ่งใช้ AI และหุ่นยนต์ยกระดับธุรกิจเดิม ควบคู่กับการสร้างโอกาสเติบโตจากอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่ข้อเสนอด้านเกษตร พลังงาน บุคลากร และระบบราชการ ถือเป็นแนวทางที่นายธนินท์มองว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตระยะยาว

Back to top button