
“ธนินท์” ชูพัฒนาคนควบคู่ AI ยกระดับเศรษฐกิจ ย้ำเทคฯต้องสร้าง “ของดี ราคาถูก” ให้ผู้บริโภค
“ธนินท์ เจียรวนนท์” ชี้ไทยต้องเร่งพัฒนาทักษะคนรับยุค AI ควบคู่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำ-พลังงาน หนุนภาคผลิตและเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างสินค้า “ของดี ราคาถูก” ให้ผู้บริโภค
นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เสนอแนวทางเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้ใช้ AI และเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการจัดการน้ำ เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการเกษตร สร้างโอกาสทางธุรกิจและรายได้ พร้อมย้ำว่าเทคโนโลยีต้องนำไปสู่สินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้นและผู้บริโภคเข้าถึงได้มากขึ้น
นายธนินท์แสดงมุมมองดังกล่าวระหว่างการสนทนาในหัวข้อ “World-Class Thinking Thai Transformation: เรียนรู้วิธีคิดระดับโลก ยกระดับเศรษฐกิจไทย” ดำเนินรายการโดยนายนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ภายในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–6 พฤศจิกายน 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน ภายใต้ธีม “REINVENT THAILAND: เห็นทิศทางโลก เข้าใจทิศทางไทย”
นายธนินท์กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีต้องเริ่มจากความพร้อมของคน ทั้งคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจ และผู้มีประสบการณ์ที่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง เพราะความรู้และวิธีทำงานที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตอาจไม่เพียงพอต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
ในกรณีนี้ นายธนินท์ มองว่า AI จะช่วยให้คนเข้าถึงความรู้และทำงานได้หลากหลายขึ้น รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและทีมงานขนาดเล็กสร้างธุรกิจใหม่ อย่างไรก็ตาม องค์กรต้องเตรียมทักษะและโอกาสการทำงานให้บุคลากรควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยเครือซีพีให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ด้าน AI เพื่อให้พนักงานสามารถประยุกต์ใช้กับงานจริงได้
“เราต้องรีบสร้างงานในอนาคตให้กับคนปัจจุบันนี้” นายธนินท์กล่าว
ในภาคการผลิต นายธนินท์กล่าวถึงการลงทุนด้านหุ่นยนต์ของซีพี โดยมองเห็นโอกาสนำมาใช้ในภาคเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร ค้าปลีก และศูนย์กระจายสินค้า เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความผิดพลาด และพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะการผลิตอาหารที่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัย ทั้งนี้ การใช้งานหุ่นยนต์ยังต้องอาศัยการฝึกฝนและพัฒนาให้เหมาะกับแต่ละกระบวนการ
เป้าหมายของการใช้เทคโนโลยีจึงต้องเชื่อมถึงประโยชน์ของผู้บริโภค ผ่านการเพิ่มคุณภาพและลดต้นทุนตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การผลิตจนถึงการขนส่ง เพื่อให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลและเปรียบเทียบสินค้าได้สะดวกขึ้น
“ต้องทำของดี ราคาถูก คิดอย่างไร ทำอย่างไรให้ผลิตได้ถูกลงและดีขึ้น” นายธนินท์กล่าว
สำหรับภาคเกษตร นายธนินท์ให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้อย่างสม่ำเสมอและลดผลกระทบจากน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเพิ่มผลผลิตและรักษาคุณภาพสินค้าเกษตร ควบคู่กับการใช้พันธุ์พืช เทคโนโลยี และวิธีการผลิตที่เหมาะสม
นอกจากนี้นายธนินท์ยังเสนอแนวคิดการรวมพื้นที่เกษตรเพื่อบริหารจัดการร่วมกัน โดยให้เจ้าของที่ดินมีส่วนร่วมและได้รับผลตอบแทนตามสัดส่วน เพื่อเอื้อต่อการจัดระบบน้ำและการใช้เครื่องจักรสมัยใหม่ พร้อมเสนอให้ภาครัฐกำหนดเงื่อนไขการลงทุนที่ชัดเจนและเป็นธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่เกษตรกรและประเทศจะได้รับ
ขณะเดียวกัน การเติบโตของ AI ศูนย์ข้อมูล และอุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านไฟฟ้าให้สอดคล้องกับความต้องการในอนาคต ทั้งปริมาณและต้นทุน เพื่อรองรับการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ด้านบุคลากร นายธนินท์มองว่า ไทยควรสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญจากทั่วโลกเข้ามาร่วมพัฒนาธุรกิจ ควบคู่กับการยกระดับทักษะคนไทย โดยยกตัวอย่างแนวทางของเซี่ยงไฮ้ที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนบุคลากรและการสร้างธุรกิจใหม่ ซึ่งอาจต่อยอดไปสู่การลงทุนและการจ้างงานเพิ่มเติม
ในช่วงท้าย นายธนินท์กล่าวถึงการปรับแนวทางบริหารของซีพีให้คล่องตัวขึ้น ด้วยการกระจายอำนาจตัดสินใจให้คนหน้างานซึ่งเข้าใจปัญหาและสถานการณ์จริง พร้อมใช้ AI ช่วยติดตามข้อมูลและผลการทำงาน โดยเปิดโอกาสให้ทีมงานเรียนรู้จากการลงมือทำ แก้ไขข้อผิดพลาด และพัฒนาการตัดสินใจอย่างต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้นายธนินท์ย้ำว่าผู้บริหารควร “ชี้แนะ ห้ามชี้นำ” เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสคิดและรับผิดชอบ ขณะที่ผู้มีประสบการณ์ต้องพร้อมเรียนรู้และทำงานใกล้ชิดกับหน้างานเช่นกัน สะท้อนแนวคิดว่า การยกระดับธุรกิจท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงต้องพัฒนาทั้งเทคโนโลยี ความสามารถของคน และวิธีบริหารให้ก้าวไปพร้อมกัน

