
“เศรษฐา” ชี้ทุนต่างชาติยังเชื่อมั่นไทย จี้แก้คอขวดพลังงาน–ดัน Data Center ต่อยอดเศรษฐกิจ
“เศรษฐา” เผยกองทุนต่างชาติยังเชื่อมั่นศักยภาพไทย แม้เศรษฐกิจโตเพียง 2–3% ชูเสถียรภาพ–โครงสร้างพื้นฐานหนุนลงทุน จี้รัฐปลดล็อกกฎระเบียบ เร่ง Direct PPA เพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงานสะอาด ดัน Data Center สร้างงาน–ถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับ SME สู่ห่วงโซ่ AI พร้อมหนุนภาษี EV นำเข้า 35% รักษาฐานผลิตยานยนต์ไทย แนะธุรกิจบริหารกระแสเงินสดรับต้นทุนการเงินสูงต่อเนื่อง
นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ว่า นักลงทุนและกองทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศยังมีมุมมองเชิงบวกต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทย แม้อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ประมาณ 2–3% ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งในอาเซียน โดยเฉพาะมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม
จากการพบปะกองทุนและนักลงทุนระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ พบว่าหลายรายยังมองประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนที่มีความน่าสนใจ โดยเห็นว่าเศรษฐกิจที่เติบโตระดับ 2–3% ไม่ได้เป็นข้อเสียทั้งหมด เนื่องจากไทยมีเสถียรภาพทางสังคม สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจ และคุณภาพชีวิตที่เอื้อต่อการเข้ามาลงทุนระยะยาว
นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านระบบสาธารณสุข โรงเรียนนานาชาติ สนามบิน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบสื่อสารความเร็วสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนของบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะการย้ายผู้บริหารและบุคลากรต่างชาติเข้ามาปฏิบัติงานพร้อมครอบครัว
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่ควรพึ่งพาความได้เปรียบเดิมเพียงอย่างเดียว เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านต่างเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะความล่าช้าของกฎระเบียบภาครัฐ ความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) และปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นข้อกังวลสำคัญของนักลงทุนต่างชาติ
นายเศรษฐา ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก แต่ความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยนเม็ดเงินดังกล่าวให้เกิดการลงทุนจริง ทั้งการก่อสร้างโรงงาน การจ้างงาน และการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยต้องเร่งปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินโครงการ
โดยเฉพาะปัญหาด้านพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์และ Data Center ที่ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมากในราคาที่แข่งขันได้ รวมถึงต้องมีพลังงานสะอาดรองรับความต้องการในอนาคต
ภาครัฐจึงควรเร่งผลักดันระบบซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานและสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้แข่งขันเพียงภายในประเทศ แต่ต้องแข่งขันดึงดูดการลงทุนกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม
ดัน Data Center สร้างมูลค่า ไม่ใช่แค่เม็ดเงินลงทุน
สำหรับอุตสาหกรรม Data Center นายเศรษฐา กล่าวว่า การดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาลงทุนถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ความสำเร็จไม่ควรวัดจากมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว เพราะการก่อสร้าง Data Center ไม่ได้สร้างการจ้างงานจำนวนมากเทียบเท่ากับอุตสาหกรรมการผลิตบางประเภท
สิ่งสำคัญกว่าคือการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง ทั้งการจ้างงานบุคลากรไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)
โดยในการเจรจากับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Google, Microsoft และ Huawei ที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ทางภาษีกับการพัฒนาบุคลากรไทย โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้นักศึกษาและผู้เรียนสายอาชีวศึกษาเข้าฝึกงาน เพื่อสร้างทักษะและเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดแรงงานเทคโนโลยีขั้นสูง
“การที่มีจำนวนเม็ดเงินที่จะมาลงทุน เป็นแค่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของความสำเร็จที่เราได้ อีกกว่าครึ่งหนึ่งต้องอธิบายให้ฟังได้ว่าคนไทยจะได้อะไร SME ไทยจะได้อะไร” นายเศรษฐา กล่าว
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับประโยชน์และผลกระทบจาก Data Center ทั้งการใช้น้ำ ปริมาณไฟฟ้า ต้นทุนพลังงาน และการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะการกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ใช้พลังงานจำนวนมากรับผิดชอบต้นทุนอย่างเหมาะสม ไม่ผลักภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนทั่วไป
ส่วนการกำกับดูแล Data Center ในเขตเมือง ควรกำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อชุมชนอย่างชัดเจน แทนการสั่งระงับการดำเนินงานทั้งหมด เนื่องจาก Data Center บางประเภทจำเป็นต้องตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ใช้งาน เพื่อรองรับบริการ AI และเทคโนโลยีที่ต้องการความหน่วงต่ำ
หนุนภาษี EV 35% รักษาสมดุลทุนจีน–ญี่ปุ่น
ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ นายเศรษฐา กล่าวชื่นชมรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ตัดสินใจปรับภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าเป็น 35% โดยมองว่าเป็นมาตรการที่เหมาะสมกับช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญภายใต้การแข่งขันระหว่างผู้ผลิตรถยนต์จีนและญี่ปุ่น
เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมายาวนานกว่า 60 ปี ทั้งการลงทุนโรงงานประกอบรถยนต์ การพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วน และการสร้างห่วงโซ่อุปทาน จนประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะ Detroit of Asia
ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์จีนได้รับมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาลไทยมาอย่างต่อเนื่อง และหลายบริษัทได้เข้ามาจัดตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ภายในประเทศแล้ว จึงถึงเวลาที่ภาครัฐควรปรับนโยบายเพื่อรักษาสมดุลการแข่งขันและดูแลฐานการผลิตเดิมควบคู่กับการดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่
นายเศรษฐา ระบุว่า ในช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เคยได้รับข้อกังวลจากผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ผู้ผลิตจีนได้รับ ก่อนจะใช้แนวทางหารือโดยตรงกับบริษัทญี่ปุ่นถึงมาตรการที่ต้องการ เพื่อสร้างความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจระยะยาว
ทั้งนี้ เห็นว่าการปรับภาษี EV นำเข้าเป็น 35% จะช่วยรักษาความสมดุลระหว่างพันธมิตรทางเศรษฐกิจสำคัญของไทย โดยไม่ละเลยบทบาทของญี่ปุ่นที่มีส่วนสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมาอย่างยาวนาน
เตือนต้นทุนการเงินสูงต่ออีก 1–2 ปี แนะธุรกิจรักษาสภาพคล่อง
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก นายเศรษฐา ประเมินว่า ต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 1–2 ปี เนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังไม่คลี่คลาย แม้สถานการณ์การเมืองสหรัฐฯ อาจทำให้ตลาดการเงินและราคาพลังงานผันผวนในระยะสั้น
โดยประเทศไทยควรรักษาจุดยืนความเป็นกลางท่ามกลางการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐฯ พร้อมกระจายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไปยังประเทศอื่น ทั้งอินเดีย รัสเซีย และกลุ่มประเทศแอฟริกา เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ
ในส่วนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ควรให้ความสำคัญกับการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) และรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอ เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงต่อเนื่องอาจกระทบความสามารถในการดำเนินธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม มองว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีความแข็งแกร่งและพร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ โดยผู้ประกอบการควรเปิดเผยข้อมูลทางการเงินอย่างตรงไปตรงมา และร่วมกับสถาบันการเงินหาแนวทางปรับโครงสร้างธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์
เสนอเมกะโปรเจกต์บริหารน้ำ เพิ่มผลิตภาพ–กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ
นายเศรษฐา ยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำเป็นโครงการขนาดใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างเป็นระบบ เนื่องจากมีประชากรเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่เศรษฐกิจภาคเกษตรอย่างน้อย 30 ล้านคน แต่ภาคเกษตรสร้างมูลค่าต่อ GDP ไม่ถึง 10%
โดยเห็นว่าการลงทุนระบบชลประทานและโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมีข้อได้เปรียบจากการใช้แรงงานและวัสดุก่อสร้างภายในประเทศเป็นหลัก จึงสามารถกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้หมุนเวียนภายในประเทศ ควบคู่กับการลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติและเพิ่มผลิตภาพการเกษตรในระยะยาว
พร้อมเสนอแนวคิดจัดตั้ง “กระทรวงน้ำ” เพื่อรวบรวมหน่วยงานด้านชลประทาน น้ำบาดาล และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
นอกจากนี้ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยด้วยว่า หากย้อนกลับไปช่วงดำรงตำแหน่ง อาจพิจารณานำงบประมาณ 300,000–400,000 ล้านบาทจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตมาลงทุนพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำแทน เพราะมองว่าจะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและเพิ่มผลิตภาพของประเทศในระยะยาว แม้ยังเชื่อว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตมีประโยชน์ต่อประชาชนก็ตาม
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการพิจารณาขยายกรอบหนี้สาธารณะควรให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์การใช้เงิน โดยการกู้เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างผลตอบแทนในอนาคต มีความแตกต่างจากการกู้เพื่อใช้จ่ายในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น
หนุนรัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี สร้างความต่อเนื่องนโยบายเศรษฐกิจ
สำหรับเสถียรภาพทางการเมือง นายเศรษฐา กล่าวว่า ต้องการเห็นรัฐบาลชุดปัจจุบันบริหารประเทศครบวาระ 4 ปี เพราะความต่อเนื่องของรัฐบาลเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุน โดยยกตัวอย่างอินโดนีเซียที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องจากเสถียรภาพในการบริหารประเทศ
ทั้งนี้ ประเมินว่ารัฐบาลนายอนุทินมีเสถียรภาพค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง ซึ่งต้องบริหารจัดการพรรคร่วมรัฐบาลจำนวนมากกว่า แต่การอยู่ครบวาระต้องมาพร้อมผลการดำเนินงานที่ประชาชนยอมรับ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาค่าครองชีพ รายได้ ต้นทุนพลังงาน และการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจระยะยาวอย่างชัดเจน
นายเศรษฐา ย้ำว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้อีกมาก แต่ภาครัฐต้องเร่งแก้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง พร้อมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเงินลงทุน อุตสาหกรรมใหม่ การพัฒนาบุคลากร และผู้ประกอบการไทย เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน

