SMO จ่อรับรัฐขยับสัดส่วน “ไบโอดีเซล” หนุนดีมานด์ CPO เพิ่ม ปักธงรายได้ปีนี้โต 10%

SMO วางเป้าปี 2569 รายได้โต 10% เร่งเพิ่มกำลังผลิตโรงงานพนมอีก 75 TPH รองรับผลปาล์มพุ่ง พร้อมลงทุนโรงงานใหม่ที่พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช เสริมศักยภาพระยะยาว ตั้งเป้าส่งออก 70% หลังอินเดียออเดอร์แล้ว 4 หมื่นตัน รับอานิสงส์รัฐดันไบโอดีเซล B7–B10 หนุนดีมานด์ CPO ขยายตัว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO เปิดเผยข้อมูลภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัทในงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ว่า ผลการดำเนินงานประจำปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 9,934.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อนมีรายได้รวม 6,261.09 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน บริษัทมีกำไรสุทธิ 678.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 161.48% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 259.64 ล้านบาท สะท้อนถึงการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญทั้งในด้านรายได้และความสามารถในการทำกำไร

ทั้งนี้ รายได้หลักของบริษัทมาจากธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีรายได้รวม 9,711.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.34% จากช่วงเดียวของปีก่อน สะท้อนถึงการฟื้นตัวของธุรกิจหลักและปริมาณการจำหน่ายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

SMO สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 ตั้งเป้ารายได้เติบโตที่ระดับ 10% จากปี 2568 ซึ่งปีที่แล้วทำรายได้ทะลุ 9,900 ล้านบาท พร้อมเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานสาขาพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี อีกประมาณ 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง (TPH) โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569 เพื่อรองรับช่วงฤดูกาลผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดสูงสุดในไตรมาส 2–3 ของปี

บริษัทระบุว่า ปริมาณผลปาล์มที่เข้าสู่กระบวนการผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากประมาณ 800,000 ตันต่อปี เป็นราว 1.2 ล้านตันต่อปี สอดคล้องกับช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น

ในด้านการลงทุนระยะยาว บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในอำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช มูลค่าการลงทุนประมาณ 960 ล้านบาท ปัจจุบันได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมถมพื้นที่ รวมถึงยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้าง คาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2570 หรือต้นปี 2571

สำหรับกลยุทธ์ด้านการตลาดในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าสัดส่วนการส่งออกไว้ที่ประมาณ 70% ของยอดขายรวม โดยมีประเทศอินเดียเป็นตลาดหลัก ซึ่งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา บริษัทได้รับคำสั่งซื้อแล้วประมาณ 40,000 ตัน ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้า

ด้านแนวโน้มอุตสาหกรรม บริษัทประเมินว่า ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น หากภาครัฐปรับสัดส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซลจากระดับ B3–B5 เป็น B7 หรือ B10 ซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เพิ่มขึ้นในระยะสั้น โดยในปี 2568 ประเทศไทยมีการใช้ไบโอดีเซลประมาณ 800,000 ตันต่อปี และหากมีการปรับเพิ่มสัดส่วนดังกล่าว จะเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อความต้องการใช้วัตถุดิบในประเทศ

นอกจากนี้ บริษัทประเมินว่า ในปี 2569 ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันของประเทศมีแนวโน้มไม่ลดลง แม้อาจได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญหรือลานีญา เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2568 มีผลผลิตรวมประมาณ 20 ล้านตัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 22 ล้านตัน หรือเติบโตประมาณ 10%

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 1/2569 ซึ่งเป็นช่วงนอกฤดูกาล ผลปาล์มออกสู่ตลาดในระดับต่ำ อาจส่งผลให้ผลการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าวไม่โดดเด่นมากนัก แต่บริษัทเชื่อว่า ผลประกอบการตลอดทั้งปี 2569 จะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2568 โดยคาดว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 62

ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการต่อยอดธุรกิจใหม่ภายใต้แนวคิด “Make Waste to the Best Value (Waste to Value)” โดยนำของเสียและเส้นใยที่ได้จากกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันมาเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ปัจจุบันโครงการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและประเมินความเป็นไปได้

ในส่วนของธุรกิจพลังงาน บริษัทมีรายได้จากการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 1.5–1.6 ของรายได้รวม แม้ธุรกิจดังกล่าวสามารถสร้างกระแสเงินสดให้กับบริษัทอย่างสม่ำเสมอ แต่ขณะนี้ยังไม่มีแผนขยายการลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากภาครัฐยังไม่มีนโยบายเปิดรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติม (PPA) จากโครงการโรงไฟฟ้าชีวภาพในระยะนี้

Company Snapshot

Back to top button