TRUE ขยับสู่หุ้นปันผลทางเลือก จ่ายรายไตรมาส โบรกชูยีลด์ปี 70 แตะ 6%

TRUE ขยับสู่หุ้นปันผลทางเลือก หลังปรับจ่ายเงินปันผลรายไตรมาสและเพิ่ม Payout Ratio ไม่น้อยกว่า 70% ขณะที่ บล.กรุงศรีคาดกำไร-กระแสเงินสดโตต่อเนื่อง หนุน Dividend Yield ปี 69 ราว 4.8% ก่อนเพิ่มเป็น 6% ในปี 70


ในช่วงที่ตลาดหุ้นยังต้องเผชิญกับความผันผวนและทิศทางการลงทุนมีความไม่แน่นอน การเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง สามารถสร้างกำไรและกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมีศักยภาพในการคืนผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น จึงกลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนแบบ Value Investor หรือ VI ที่ให้น้ำหนักกับคุณภาพของธุรกิจและศักยภาพการเติบโตในระยะยาว มากกว่าการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในช่วงสั้น

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนกลุ่มดังกล่าวใช้ประกอบการตัดสินใจ คือ “เงินปันผล” เนื่องจากถือเป็นกระแสเงินสดที่ผู้ถือหุ้นได้รับระหว่างการถือครองหุ้น และหากบริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไร รวมถึงสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ก็ย่อมเพิ่มโอกาสในการรักษาหรือเพิ่มระดับการจ่ายเงินปันผลในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การมองเพียงอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะตัวเลขดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับคุณภาพของกำไร กระแสเงินสด ภาระการลงทุน หนี้สิน ตลอดจนความสามารถในการรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลในระยะยาว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง หุ้นที่มี Dividend Yield สูงในวันนี้อาจไม่ได้หมายความว่าจะสามารถจ่ายผลตอบแทนในระดับเดียวกันได้ตลอดไป หากกำไรของธุรกิจมีแนวโน้มลดลง ขณะที่หุ้นบางบริษัทซึ่งมี Dividend Yield ยังไม่สูงมากในปัจจุบัน แต่อยู่ในช่วงที่กำไรและกระแสเงินสดกำลังปรับตัวดีขึ้น ก็อาจมีศักยภาพเพิ่มผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในอนาคตได้

เมื่อพิจารณาหุ้นไทยที่ถูกมองว่าโดดเด่นในด้านเงินปันผล พบว่ามีบริษัทจากหลายอุตสาหกรรมที่ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ในระดับน่าสนใจ อาทิ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ซึ่งมี Dividend Yield เฉลี่ยประมาณ 6-7% ขณะที่หุ้นกลุ่มการเงินและธนาคาร เช่น บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO, บริษัท เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB มีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 6-7%

ส่วนธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มี Dividend Yield เฉลี่ยประมาณ 5-6% ขณะที่บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP มีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 6-7% และบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH อยู่ที่ประมาณ 5-6%

ด้านบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN มี Dividend Yield เฉลี่ยประมาณ 3-4% ส่วนบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS อยู่ที่ประมาณ 2-3% สะท้อนให้เห็นว่าระดับเงินปันผลของแต่ละบริษัทแตกต่างกันตามโครงสร้างธุรกิจ การเติบโต และนโยบายการจัดสรรเงินทุน

ท่ามกลางหุ้นปันผลที่ตลาดคุ้นเคย อีกหนึ่งบริษัทที่เริ่มถูกจับตามองในมิติของการคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นมากขึ้น คือ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE หลังบริษัทปรับรูปแบบการจ่ายเงินปันผลเป็นรายไตรมาส ซึ่งช่วยเพิ่มความสม่ำเสมอของกระแสเงินสดที่ผู้ถือหุ้นมีโอกาสได้รับ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจสำหรับ TRUE เพราะที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับประเด็นการเติบโตของธุรกิจโทรคมนาคม การสร้าง Synergy หลังการควบรวมกิจการ การลดต้นทุน และแนวโน้มผลประกอบการเป็นหลัก แต่การเพิ่มน้ำหนักด้านเงินปันผลกำลังทำให้หุ้น TRUE มีมิติในการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกด้านหนึ่ง

ล่าสุด TRUE ประกาศจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการไตรมาส 2 ในอัตรา 0.15 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นประมาณ 7% จากไตรมาสก่อนหน้า

หากนำเงินปันผลดังกล่าวมาคำนวณแบบ Annualized ภายใต้สมมติฐานว่าบริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในอัตรา 0.15 บาทต่อหุ้นเท่ากันทั้ง 4 ไตรมาส จะคิดเป็นเงินปันผลรวมประมาณ 0.60 บาทต่อหุ้นต่อปี และเมื่ออ้างอิงราคาหุ้นที่ระดับ 13 บาท จะให้ Dividend Yield ประมาณ 4.6% ต่อปี

แม้ระดับดังกล่าวยังต่ำกว่าหุ้นปันผลบางบริษัทที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 5-7% แต่จุดที่น่าจับตาไม่ได้อยู่เพียง Dividend Yield ในปัจจุบัน หากแต่อยู่ที่ “ทิศทาง” ของความสามารถในการจ่ายเงินปันผลในอนาคต

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า แนวโน้มกำไรสุทธิของ TRUE ยังมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง หลังบริษัทผ่านช่วงการลงทุนระดับสูงเพื่อปรับปรุงและพัฒนาโครงข่ายไปแล้ว ทำให้ภาระการลงทุนในระยะต่อไปมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนกระแสเงินสดและความสามารถในการคืนผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น

ประเด็นสำคัญอีกด้านหนึ่งคือ TRUE ได้ปรับนโยบายการจ่ายเงินปันผลใหม่ โดยกำหนดอัตราการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 70% ของกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 60% ของกำไรสุทธิ

หากผลประกอบการของ TRUE สามารถเติบโตได้ตามคาด ทั้งในส่วน EBITDA และกำไรสุทธิ ขณะที่เงินลงทุนในโครงข่ายผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ก็มีโอกาสทำให้กระแสเงินสดอิสระเพิ่มขึ้น และเปิดพื้นที่ให้บริษัทคืนผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นมากขึ้นตามนโยบายใหม่

บล.กรุงศรีคาดว่า TRUE จะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 4.8% ในปี 2569 ก่อนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6% ในปี 2570 ซึ่งหากเป็นไปตามประมาณการ จะทำให้ระดับ Dividend Yield ของ TRUE ขยับเข้าใกล้หุ้นปันผลชั้นนำของตลาดมากขึ้น

จุดนี้จึงทำให้ TRUE แตกต่างจากการมองหุ้นปันผลแบบดั้งเดิม เพราะกรณีของ TRUE ไม่ได้มีเพียง “Yield ปัจจุบัน” แต่มีเรื่องของการเติบโตของกำไร การลดลงของภาระลงทุน และการเพิ่ม Payout Ratio เข้ามาประกอบพร้อมกัน

กล่าวได้ว่า นักลงทุนกำลังจับตาว่า TRUE จะสามารถเปลี่ยนจากหุ้นที่ตลาดเคยมองผ่านมุม “Growth และ Synergy” ไปสู่หุ้นที่มีคุณสมบัติผสมระหว่าง “Growth + Dividend” ได้มากน้อยเพียงใด

ส่วนประเด็นที่ตลาดกังวลเกี่ยวกับการขายหุ้น TRUE ของ China Mobile นั้น บล.กรุงศรีประเมินว่ามีผลกระทบจำกัด เนื่องจากจำนวนหุ้นที่ขายคิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 1% จึงไม่น่ากระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นหรือปัจจัยพื้นฐานในระยะยาว

สำหรับนักลงทุนสาย VI การประเมิน TRUE จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงคำถามว่า Dividend Yield วันนี้อยู่ที่เท่าใด แต่ควรมองต่อไปถึงความยั่งยืนของกำไร กระแสเงินสด ความต้องการลงทุนในอนาคต และความสามารถในการรักษานโยบายจ่ายเงินปันผลในระดับสูง

โดยเฉพาะเมื่อบริษัทเริ่มจ่ายเงินปันผลรายไตรมาส เพิ่ม Payout Ratio เป็นไม่น้อยกว่า 70% และมีแนวโน้มผ่านช่วงลงทุนโครงข่ายในระดับสูงไปแล้ว องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยเพิ่มความชัดเจนของกระแสเงินสดที่จะกลับคืนสู่ผู้ถือหุ้น

เมื่อเทียบกับหุ้นปันผลเด่นของไทย TRUE อาจยังไม่ใช่หุ้นที่มี Dividend Yield สูงที่สุดในปัจจุบัน แต่พัฒนาการของบริษัทกำลังทำให้ภาพการลงทุนเปลี่ยนไป จากหุ้นสื่อสารที่ตลาดเน้นเรื่องการเติบโตและ Synergy เป็นหลัก สู่การเป็นหุ้นที่มี “เงินปันผล” เข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ

ดังนั้น โจทย์ของ TRUE ในระยะต่อจากนี้จึงอยู่ที่การพิสูจน์ว่า การเติบโตของกำไรหลังผ่านช่วงลงทุนหนัก จะสามารถแปลงเป็นกระแสเงินสดและเงินปันผลที่สูงขึ้นได้ต่อเนื่องเพียงใด

หากทำได้ตามประมาณการที่ Dividend Yield เพิ่มจากระดับประมาณ 4.8% ในปี 2569 สู่ 6% ในปี 2570 TRUE ก็อาจไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะหุ้นสื่อสารขนาดใหญ่เท่านั้น แต่มีโอกาสก้าวเข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของนักลงทุนที่ต้องการทั้งการเติบโตและกระแสเงินสดจากเงินปันผลในพอร์ตระยะยาวด้วย

Back to top button