
“เอกนิติ” ดันเกษตรอัจฉริยะ-อาหารสัตว์เลี้ยง ยกระดับไทยฐานครัวโลก
“เอกนิติ” เร่งยกระดับเกษตรอัจฉริยะและแปรรูปอาหาร ชูศักยภาพวัตถุดิบไทยต่อยอดอาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่มทักษะแรงงานและรายได้ ด้าน สศช. หนุนพัฒนาอาหารแห่งอนาคต เสริมความมั่นคงทางอาหารระยะยาว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งยกระดับประเทศไทยให้ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานการเติบโตระลอกใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
โดยมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์แห่งอนาคตและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสาธารณสุข การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ศูนย์กลางการค้า โลจิสติกส์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องต่อยอดจุดแข็งเดิม โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่มีประชากรและแรงงานพึ่งพาอยู่เป็นจำนวนมาก ให้ก้าวไปสู่เกษตรสมัยใหม่หรือเกษตรอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและมูลค่า ควบคู่กับการยกระดับการแปรรูปอาหารให้ตอบโจทย์ความต้องการของโลก
“ในอนาคตทั่วโลกกำลังมีความต้องการอาหารสูงขึ้น ประเทศไทยจึงเน้นการปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ นั่นคือการแปรรูปอาหาร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจสูงสุด” นายเอกนิติ กล่าว
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และอัตราการเกิดที่ลดลง ทำให้ผู้สูงอายุและคนรุ่นใหม่เปลี่ยนมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแทนการมีลูก ถือเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึงปีละ 20%
นายเอกนิติ กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยมีความแข็งแกร่ง เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่อันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย โดยไทยมีวัตถุดิบและผลผลิตทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ พร้อมนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์เลี้ยง
นอกจากนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายพัฒนาทักษะแรงงานเดิม และดึงแรงงานใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อเพิ่มทักษะและยกระดับรายได้ โดยเชื่อว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับแรงงานทักษะสูง จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีภูมิคุ้มกัน และแข่งขันบนเวทีการค้าโลกได้อย่างมั่นคง
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหารของไทยมีความแข็งแกร่งเป็นทุนเดิม และได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างน้อย เนื่องจากอาหารเป็นปัจจัยสี่ที่ผู้คนจำเป็นต้องบริโภค ขณะที่ภาคเกษตรมีความสำคัญระดับยุทธศาสตร์ เพราะเป็นแหล่งประกอบอาชีพของคนส่วนใหญ่ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ต้องยกระดับผลิตภาพภาคเกษตรกรรม โดยนำนวัตกรรมและงานวิจัยเข้ามาช่วยอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มผลผลิตในพื้นที่เท่าเดิม และยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ดีขึ้น
พร้อมกันนี้ ต้องยกระดับการแปรรูปอาหารไปสู่อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และพัฒนาจากอาหารจากพืช (Plant-based) ไปสู่อาหารจากเซลล์เพาะเลี้ยง (Cell-based) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ของประเทศในระยะยาว

