5 ยักษ์คอนซูเมอร์ส่งสัญญาณขึ้นราคา Q2/69 ต้นทุนพลังงาน-บรรจุภัณฑ์พุ่งจากสงคราม

ต้นทุนพุ่งบีบกลุ่มคอนซูเมอร์ 5 ยักษ์ส่งสัญญาณ “สต๊อกเดิมใช้ถึงเมษาฯ” จับตาขึ้นราคาสินค้า–กดมาร์จิ้นไตรมาส 2/69


สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปี 2568 เริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคในไทยอย่างชัดเจน หลังราคาน้ำมันดิบ เม็ดพลาสติก และค่าขนส่งขยับขึ้นต่อเนื่อง กดดันต้นทุนการผลิตเกือบทุกหมวดสินค้า ขณะเดียวกันผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดอย่าง “เนสท์เล่–F&N–ยูนิลีเวอร์–สหพัฒนพิบูล–เบอร์ลี่ ยุคเกอร์” ต่างทยอยทำหนังสือแจ้งเตือนคู่ค้าให้เร่งบริหารสต๊อกล่วงหน้า สะท้อนว่าโครงสร้างต้นทุนใหม่กำลังจะเริ่มสะท้อนในราคาขายในช่วงไตรมาส 2/2569

แหล่งข่าวในแวดวง “ค้าปลีก–ค้าส่ง” ระบุว่า สินค้าในชั้นวางปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นล็อตที่ผลิตจากต้นทุนเดิม จึงยังไม่เห็นการขยับราคามากนัก แต่จากสัญญาณที่ผู้ผลิตรายใหญ่ส่งออกมาพร้อมกัน คาดว่าสินค้าสต๊อกราคาเดิมจะมีใช้ได้ถึงราวเดือนเมษายนนี้เท่านั้น หลังจากนั้นสินค้าล็อตใหม่ที่ใช้วัตถุดิบ–บรรจุภัณฑ์ตามราคาตลาดล่าสุดจะเริ่มทยอยเข้าระบบ ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะมาพร้อมโครงสร้างราคาขายที่ขยับขึ้นตามต้นทุน

ในเชิงการบริหารสต๊อก จดหมายจากทั้ง 5 ค่ายมีเนื้อหาหลักไปในทิศทางเดียวกัน คือ แจ้งภาพรวมสถานการณ์ต้นทุนที่สูงขึ้น เตือนความเสี่ยงด้านปริมาณการผลิตและการจัดส่งที่อาจมีข้อจำกัดในบางช่วง และขอให้ร้านค้าประเมินความต้องการล่วงหน้า พร้อมสำรองสินค้าเพิ่มให้เพียงพอ โดยเฉพาะรายการขายดีหรือสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกจำนวนมาก ซึ่งมีต้นทุนผูกกับราคาน้ำมันโดยตรง

ด้านบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เป็นหนึ่งในรายแรก ๆ ที่ออกหนังสือถึงคู่ค้าเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 แจ้งว่าซัพพลายเออร์วัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์หลายรายเริ่มส่งสัญญาณความไม่เพียงพอ โดยเฉพาะซองและขวดพลาสติกที่ต้นทุนผูกกับราคาน้ำมัน ทำให้มีโอกาสที่สินค้าบางรายการจะขาดช่วงการส่งมอบตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป เนสท์เล่จึงเตรียมส่งทีมขายและทีมซัพพลายเชนลงพื้นที่หารือกับร้านค้าเป็นราย ๆ ไป เพื่อวางแผนจัดสต๊อกร่วมกันให้เหมาะสมกับดีมานด์ในแต่ละพื้นที่

ขณะเดียวกัน บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ F&N ก็ได้ทำหนังสือถึงคู่ค้าในวันเดียวกัน เพื่ออัปเดตสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่กระทบทั้งเส้นทางขนส่งและซัพพลายวัตถุดิบ แม้บริษัทจะเร่งล็อกสัญญาและสำรองวัตถุดิบสำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์นมภายใต้แบรนด์ F&N ล่วงหน้าแล้ว แต่ก็ยอมรับว่าหากความไม่สงบยืดเยื้อ ราคาขายมีโอกาสต้องขยับขึ้นในระยะถัดไป จึงขอให้ร้านค้าประเมินยอดขายและสั่งสินค้าไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดสินค้าในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ฝั่งของใช้ในบ้านและของใช้ส่วนบุคคล บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ส่งจดหมายแจ้งร้านค้าเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ระบุว่าสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด ได้ผลักดันต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งปรับเพิ่มขึ้นพร้อมกัน กระทบต้นทุนสินค้าในทุกกลุ่มธุรกิจของยูนิลีเวอร์ บริษัทจึงเลือกเร่งเดินสายการผลิตเต็มกำลังในช่วงเดือนมีนาคม และเพิ่มระดับ safety stock ให้มากกว่าปกติ เพื่อเปิดโอกาสให้คู่ค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าในราคาต้นทุนเดิมได้ระยะหนึ่ง พร้อมย้ำว่ายังคงทำโปรโมชั่นช่วยลดภาระค่าครองชีพผู้บริโภคต่อเนื่อง แม้ต้นทุนฝั่งผู้ผลิตจะถูกกดดันอย่างหนัก

ในส่วนของเครือใหญ่ที่มีพอร์ตสินค้าหลากหลายและเครือข่ายจัดจำหน่ายกว้างขวาง บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ได้ส่งหนังสือถึงร้านค้าเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ชี้แจงว่าความขัดแย้งทางการทหารและภาวะสงครามที่เกิดขึ้น ได้ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น ทั้งด้านวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่ง ส่งผลให้บริษัทอาจมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตและการจัดส่งในบางช่วง ทำให้ปริมาณสินค้าที่พร้อมจำหน่ายลดลงจากระดับปกติ และการส่งมอบอาจล่าช้ากว่าที่เคย โดย SPC ยังไม่สามารถระบุได้ชัดว่าผลกระทบดังกล่าวจะสิ้นสุดเมื่อใด จึงขอให้ร้านค้าพิจารณาเพิ่มสต๊อกอย่างเหมาะสม พร้อมย้ำว่าบริษัทยังคงมองหามาตรการบรรเทาผลกระทบต่อคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ก็ออกจดหมายถึงฝ่ายจัดซื้อของคู่ค้า แจ้งว่าบริษัทกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านปริมาณวัตถุดิบที่ตึงตัวขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบ–ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นครอบคลุมหลายกลุ่มสินค้า ทั้งสินค้าในครัวเรือน ของใช้ส่วนบุคคล และอาหาร–เครื่องดื่ม แม้ BJC จะเร่งจัดหาและเพิ่มการผลิต เพื่อให้มีสต๊อกเพียงพอต่อความต้องการของตลาด แต่ก็คาดว่าผลกระทบด้านต้นทุนจะเริ่มเห็นชัดตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป และยังไม่สามารถกำหนดได้ชัดว่าแรงกดดันนี้จะยาวนานเพียงใด ซึ่งในที่สุดอาจสะท้อนออกมาในรูปของการปรับราคาสินค้าบางรายการในอนาคต จึงขอให้คู่ค้าพิจารณาจัดเก็บสต๊อกเพิ่มเติม และประสานงานกับฝ่ายขายเพื่อเตรียมสินค้าไว้ล่วงหน้า

เมื่อมองในเชิงผลประกอบการ การส่งสัญญาณจากผู้เล่นรายใหญ่ทั้ง 5 รายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สะท้อนว่าแรงกดดันต้นทุนเริ่มกระทบกลุ่มคอนซูเมอร์อย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงสั้นของไตรมาส 2/2569 มีโอกาสเห็นผู้ผลิตเดินเกมเพิ่มโปรโมชัน และเร่งระบายสต๊อกราคาเดิมเพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อและสร้างความต่อเนื่องของยอดขาย ซึ่งอาจทำให้อัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิถูกบีบลงจากระดับปกติ ขณะที่การทยอยขยับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนใหม่อาจต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหลีกเลี่ยงแรงต้านจากผู้บริโภคและเงื่อนไขด้านการคุมราคาสินค้าของภาครัฐ

อย่างไรก็ดี ในมุมของนักลงทุน หลายฝ่ายมองว่าบริษัทที่มีแบรนด์แข็งและอำนาจต่อรองสูง โดยเฉพาะผู้เล่นขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายจัดจำหน่ายครอบคลุม ยังมีโอกาสบริหารผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้ดีกว่าผู้เล่นรายเล็ก ทั้งจากความสามารถในการกระจายต้นทุน การจัดสมดุลระหว่างโปรโมชันกับการปรับราคา และการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลายกว่า แม้มาร์จินอาจถูกรบกวนในช่วง 1–2 ไตรมาสข้างหน้า แต่หากสถานการณ์ต้นทุนเริ่มนิ่งลงและบริษัททยอยปรับราคาได้เต็มที่ในระยะถัดไป กลุ่มคอนซูเมอร์ที่มีฐานธุรกิจแข็งแรงอาจกลับมาเป็นหนึ่งในกลุ่มหุ้นที่น่าจับตาอีกครั้ง

Back to top button