
“ยศชนัน” นำทีม อว. ฟื้นบ้านปลาหมายเลข 9 ดัน Southern Wellness ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้
“ยศชนัน” นำทีม อว. ลงเรือฟื้นฟูบ้านปลาหมายเลข 9 ดันนวัตกรรมยกระดับชุมชนชายฝั่ง ชูโปรเจกต์ Southern Wellness หนุนนวัตกรรมประมง-เกษตรครบวงจร ชี้เป้างานวิจัยต้องแก้ปัญหาจริงเพื่อปั้น 'New Growth Engine' ให้ประเทศจากขุมทรัพย์ท้องถิ่น
ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (7 มิ.ย.) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 7-8 มิถุนายน โดยได้เดินทางไปยังบ้านปลาหมายเลข 9 ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ 3 ของวัน เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ทะเล ประมงพื้นบ้าน และการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนชายฝั่ง
ภายในพื้นที่ได้มีการจัดแสดงผลงานและนวัตกรรมเพื่อชุมชน แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก โดยส่วนแรกมุ่งเน้นด้านประมงพื้นบ้านและการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง มีการนำเสนอ “บางแก้วโมเดล” เพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนบนฐานประมงพื้นบ้าน โครงการบ้านปลามีชีวิต และการอนุรักษ์ปลาสามน้ำในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางสังคม ควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพทางเลือก ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ และสนับสนุนการอนุรักษ์โลมาอิรวดี
นอกจากนี้ ยังมีผลงานเด่นอย่างการแยกเชื้อโพรไบโอติกจากลำไส้กุ้งขาวแวนนาไมเพื่อยับยั้งเชื้อ Vibrio spp. การสร้างบ้านปลาและปลูกเตยทะเลเพื่อเพิ่มพื้นที่ชายหาดพร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์จักสาน รวมถึงระบบบริหารจัดการภัยพิบัติเชิงพื้นที่ผ่านเรือจ่ายไฟฉุกเฉินพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบติดตามระดับน้ำพร้อมแจ้งเตือนแบบ Real-time
สำหรับส่วนที่สอง เป็นการมุ่งเน้นยกระดับเศรษฐกิจชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา ประกอบด้วยนวัตกรรมด้านการเกษตร เช่น ระบบติดตามความเค็มและการพยากรณ์ล่วงหน้าเพื่อการจัดการ “ข้าวนาริมเล” ในจังหวัดพัทลุง ให้สามารถรองรับภาวะน้ำท่วมและน้ำแล้ง การพัฒนาข้าวทนเค็มและเทคโนโลยีการผลิตข้าวสำหรับพื้นที่น้ำเค็มรุกล้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมนาเล นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของ “เหลียงใบใหญ่” และการผลักดัน “น้ำผึ้งมรกตจากชันโรง” ให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อเพิ่มรายได้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน
ปิดท้ายภารกิจการลงพื้นที่ คณะผู้บริหารได้ลงเรือเพื่อเยี่ยมชมสภาพแวดล้อมจริงของบ้านปลาหมายเลข 9 พร้อมทั้งได้ร่วมกันทำการปล่อยพันธุ์ปลาลงสู่แหล่งน้ำ
จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน ถึงความสำคัญของการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์พยากรณ์อากาศและติดตามระดับน้ำแบบ Real-time เพื่อการแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเตรียมความพร้อมและรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินให้แก่ชุมชน
พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำถึงนโยบายการผลักดันเศรษฐกิจภาคใต้ผ่านโครงการ Southern Wellness ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือร่วมกับหลายสถาบันการศึกษาและหน่วยงานในพื้นที่ โดย ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในประเด็นนี้ว่า
“ภาคใต้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เราได้สนับสนุนโครงการ Southern Wellness ซึ่งหวังว่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจภาคใต้โตขึ้น ไม่ใช่แค่การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสวยงามด้วย”
นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังมีแนวทางปรับโฉมการให้ทุนวิจัย โดยมุ่งเน้นการขยายผลเชิงเศรษฐกิจอย่างครบวงจร (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) จากทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น โดยได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของงานวิจัยที่ต่อยอดได้จริงในหลายมิติ ได้แก่
การยกระดับเศรษฐกิจทางทะเลและประมง – การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนกเพื่อเสิร์ฟในร้านอาหารระดับมิชลิน การเพิ่มมูลค่าปลิงทะเล การเพาะพันธุ์ปลาพวงชมพู และปลาชะโอน รวมถึงไฮไลต์สำคัญอย่างนวัตกรรม “บ้านปลามีชีวิต” ที่ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ คืนความอุดมสมบูรณ์สู่ท้องทะเล และสร้างรายได้ให้ชาวประมงอย่างยั่งยืน
การพัฒนานวัตกรรมการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน: การติดตั้งเซนเซอร์แจ้งเตือนระดับความเค็มของน้ำเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวริมทะเลสาบสงขลา การวิจัยพันธุ์ข้าวทนน้ำเค็ม การแปรรูปเพิ่มมูลค่าพืชผลท้องถิ่นอย่างใบเหลียงใบใหญ่ให้เป็นผลิตภัณฑ์ขนมอบแห้ง ตลอดจนการยกระดับกาแฟโรบัสต้า และการส่งเสริมพันธุ์ไก่เบขาจากเบตงและสงขลาที่มีคอลลาเจนสูง
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติระดับสากล: การขับเคลื่อนโครงการอนุรักษ์โลมาอิรวดี ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินทุนในสัดส่วนคนละครึ่งร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) เพื่อรักษาระบบนิเวศควบคู่ไปกับการรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน
ในช่วงท้ายของการลงพื้นที่วันแรก ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวสรุปถึงหัวใจสำคัญของการทำงานวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไว้ว่า งานวิจัยที่ดีที่สุดคือการเริ่มต้นจากโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ใช้พื้นที่เป็นที่ยึดโยง และให้คนในพื้นที่เป็นแกนหลัก หากเราสามารถสนับสนุนการวิจัยจากต้นน้ำถึงปลายน้ำได้สำเร็จ ประเทศไทยก็จะมี New Growth Engine ใหม่ที่ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล แต่เกิดจากทรัพย์สินที่อยู่ในแผ่นดินของเราเอง

