
“กรมบัญชีกลาง” ปัดข่าวปรับสิทธิเบิกยา ย้ำยังไม่เคาะบังคับใช้ปี 70
กรมบัญชีกลาง แจงกระแสข่าวปรับเกณฑ์เบิกจ่ายค่ายาในระบบสวัสดิการข้าราชการ ย้ำข้อเสนอเรื่องการร่วมจ่ายยาต้นแบบ การกำหนดระยะเวลาจ่ายยา และกรณียาสูญหาย ยังอยู่ระหว่างยกร่างและรับฟังความคิดเห็น จึงยังไม่มีข้อยุติหรือกำหนดบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค. 70
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ายาในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการใน 3 ประเด็น ได้แก่ การร่วมจ่ายค่ายาต้นแบบ การกำหนดระยะเวลาจ่ายยา และการใช้เอกสารประกอบกรณียาสูญหาย ซึ่งระบุวันเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2570 นั้น ขอชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวที่ปรากฏเป็นข่าวยังไม่ใช่ข้อยุติ
โดยการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการยกร่างและรับฟังความคิดเห็นจากสถานพยาบาลและผู้เกี่ยวข้อง โดยยังไม่มีการกำหนดวันเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการแต่อย่างใด และเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว กรมบัญชีกลางจะแจ้งเวียนอย่างเป็นทางการ เพื่อให้สถานพยาบาลนำไปปฏิบัติได้โดยไม่กระทบต่อการให้บริการต่อไป
ทั้งนี้ ข้อมูลที่ระบุว่าผู้ป่วยต้องร่วมจ่ายค่ายาต้นแบบ “ทุกรายการ” นั้นไม่ถูกต้อง ผู้ป่วยอาจมีส่วนร่วมจ่ายเฉพาะเมื่อมียาชื่อสามัญ (Generic) หรือยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilar) ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รับรองมาตรฐาน และมีผลการศึกษาชีวสมมูล (Bioequivalence) ยืนยันว่าให้ผลการรักษาเทียบเท่ายาต้นแบบ ประกอบกับสถานพยาบาลจำหน่ายยาต้นแบบในราคาสูงกว่าอัตราเบิกจ่ายที่กรมบัญชีกลางกำหนดเท่านั้น
สำหรับการกำหนดระยะเวลาการจ่ายยานั้น จะมุ่งเน้นใช้กับกรณีการเริ่มยาใหม่เป็นหลัก เพื่อติดตามอาการและผลข้างเคียง ไม่ได้มีเจตนาให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ควบคุมอาการได้ดีแล้วต้องเดินทางมาโรงพยาบาลถี่ขึ้น ส่วนกรณียาสูญหาย ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างหารือแนวทางป้องกันการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน ซึ่งจะพิจารณารูปแบบเอกสารที่ไม่สร้างภาระเกินสมควรแก่ผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ
ขณะที่ภาพรวมสิทธิสวัสดิการ กรมบัญชีกลางขอย้ำว่า ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวยังคงได้รับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลจากทางราชการเช่นเดิม รวมถึงยังมีสิทธิเบิกค่ายานอกบัญชียาหลักแห่งชาติได้ เมื่อมีความจำเป็นและมีเหตุผลทางการแพทย์รองรับ โดยแพทย์ผู้รักษายังคงเป็นผู้พิจารณาสั่งใช้ยาตามข้อบ่งชี้และตามสภาพของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

