
ครม. ไฟเขียวร่างกฎหมาย “ประกันสังคม” ขยายอายุแรกเข้า ม.33 ถึง 65 ปี
ครม. เห็นชอบร่างกฎหมายประกันสังคม ขยายอายุแรกเข้าผู้ประกันตน ม.33 จาก 60 ปี เป็น 65 ปี พร้อมเพิ่มสิทธิประโยชน์สงเคราะห์บุตร คลอดบุตร และทุพพลภาพ เตรียมเสนอสภาฯ พิจารณาต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 พ.ย.69) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน รองรับสังคมสูงวัย และเพิ่มความคุ้มครองแก่ผู้ประกันตนอย่างครอบคลุม เนื่องจากพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ใช้บังคับมานานมีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน

ร่างดังกล่าวนี้ ได้ขยายอายุแรกเข้าผู้ประกันตนและเพิ่มสิทธิประโยชน์ โดยเพิ่มอายุขั้นสูงของลูกจ้างที่เข้าเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จากเดิม 60 ปี เป็นไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ เพื่อรองรับแรงงานสูงอายุ พร้อมขยายสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตรต่อเนื่องอีก 6 เดือนหลังออกจากงาน พร้อมกันนี้ ยังปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตรให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และเพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพอันมิใช่จากการทำงานเป็นไม่เกินร้อยละ 70 ของค่าจ้าง (จากเดิมร้อยละ 50)
นอกจากนี้ ยังเปิดให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน สามารถเลือกรับเงินบำนาญชราภาพหรือบำเหน็จชราภาพได้เมื่ออายุครบ 55 ปี หรือเมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ส่วนผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 60 เดือน สามารถขอรับเงินชราภาพบางส่วนก่อนอายุ 55 ปีได้ในกรณีเกิดภัยพิบัติร้ายแรงต่อความเป็นอยู่ของผู้ประกันตน หรือนำเงินชราภาพบางส่วนไปเป็นหลักประกันกู้เงินกับสถาบันการเงินที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคม ทั้งนี้ วงเงินไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินชราภาพและไม่เกิน 2 เท่าของฐานค่าจ้างขั้นสูง
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า ร่างดังกล่าวนี้ ยังเปิดทางให้ผู้รับบำนาญชราภาพที่ออกจากงานแต่ยังต้องการความคุ้มครอง (เช่น สิทธิรักษาพยาบาล) สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนต่อได้ โดยรัฐร่วมสมทบ 1 ส่วน ผู้ประกันตนสมทบ 2 ส่วน (คุ้มครองกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และตาย) รวมทั้งยังปรับปรุงบทกำหนดโทษสำหรับนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (เช่น การไม่ยื่นแบบรายการภายในกำหนด) ให้เปลี่ยนจากโทษทางอาญาเป็นการปรับเป็นพินัยตาม พ.ร.บ. การปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เพื่อความเหมาะสมและเป็นธรรม
ทั้งนี้ ครม. ได้รับทราบแผนการจัดทำกฎหมายลำดับรองรวม 18 ฉบับ ซึ่งจะต้องดำเนินการภายใน 60 วันหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะส่งร่าง พ.ร.บ. ให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (ปสส.) พิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

