
ดาวโจนส์ฟื้น ปิดบวก 66 จุด หลัง CPI สหรัฐต่ำกว่าคาด เพิ่มโอกาสเฟดหั่นดอกเบี้ย
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัว กลับมาปิดบวกทั้งสามดัชนีหลัก หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด ช่วยหนุนความหวังว่าเฟดอาจมีพื้นที่ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เริ่มคลายความกังวล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อคืนวันพฤหัสบดี (18 ธ.ค.68) ปิดการซื้อขายในแดนบวก โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ฟื้นตัวหลังยุติช่วงปรับฐาน ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้นเด่น รับแรงหนุนจากข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอลงชัดเจน
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 47,951.85 จุด เพิ่มขึ้น 65.88 จุด หรือ +0.14%
- ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,774.76 จุด เพิ่มขึ้น 53.33 จุด หรือ +0.79%
- ดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 23,36 จุด เพิ่มขึ้น 313.04 จุด หรือ +1.38%
กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยเมื่อที่ผ่านมาว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤศจิกายน ปรับตัวขึ้น 2.7% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 3.1% และชะลอลงจากระดับ 3.0% ในเดือนกันยายน ขณะที่ดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 3.0%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนสัญญาณแรงกดดันด้านราคาที่ผ่อนคลายลง ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักคาดการณ์ว่าเฟดอาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ในปี 2569
สำหรับความเคลื่อนไหวรายกลุ่ม หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและกลุ่มบริการด้านการสื่อสาร ปรับตัวขึ้นกลุ่มละ 1.78% ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงมากที่สุด 1.42% ตามด้วยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ลดลง 0.68%
หุ้น Micron Technology พุ่งขึ้น 10.2% หลังบริษัทเปิดเผยกำไรและรายได้ไตรมาสแรกของปีงบการเงินสูงกว่าคาด พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ไตรมาสถัดไป สะท้อนความต้องการชิปที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงแข็งแกร่ง
แรงซื้อในหุ้น Micron ยังหนุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์รายอื่น ๆ ปรับตัวขึ้นตาม ส่งผลให้ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ตลาดฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia Semiconductor Index) พุ่งขึ้น 2.6%
ขณะที่หุ้น Oracle ปรับตัวขึ้น 0.9% ฟื้นตัวจากแรงขายในวันก่อนหน้า หลังนักลงทุนคลายความกังวลต่อแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านศูนย์ข้อมูลของบริษัท
ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มเติมในช่วงปลายปี เพื่อประเมินทิศทางเงินเฟ้อและนโยบายการเงินของเฟดในระยะถัดไปอย่างใกล้ชิด