
“ดาวโจนส์” ปิดบวก 469 จุด! Nasdaq พุ่ง 3% รับสหรัฐ-อิหร่านจ่อเซ็นข้อตกลง จับตาเฟด
วอลล์สตรีทปิดบวกทั้งกระดาน Nasdaq พุ่งกว่า 3% หนุนดาวโจนส์ทำสถิติสูงสุดใหม่ หลัง “ทรัมป์” ยืนยันข้อตกลงเบื้องต้นสหรัฐฯ-อิหร่าน ฉุดราคาน้ำมันร่วง จับตาเฟด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันจันทร์ (15 มิ.ย.69) โดยดัชนีหลักปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง นำโดยดัชนี Nasdaq ที่พุ่งกว่า 3% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังนักลงทุนคลายความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ภายหลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุกรอบข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อลดความตึงเครียด ซึ่งรวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงและช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
กรอบข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.69) ยังไม่ได้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
ขณะที่สำนักข่าวบีบีซี (BBC) รายงานในวันนี้ (16 มิ.ย.69) ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยระหว่างการประชุมผู้นำ G7 ว่า ข้อตกลงเบื้องต้นได้ลงนามเรียบร้อยแล้ว และรายละเอียดจะมีการเปิดเผยในเร็ว ๆ นี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานในวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการที่นครเจนีวา
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 51,671.03 จุด เพิ่มขึ้น 468.77 จุด หรือ 0.92% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,554.29 จุด เพิ่มขึ้น 122.83 จุด หรือ 1.65% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 26,683.94 จุด เพิ่มขึ้น 795.10 จุด หรือ 3.07% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายวันที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ดัชนี Nasdaq ได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) อีกครั้ง หลังนักลงทุนคลายความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่การอ่อนตัวของราคาน้ำมันช่วยหนุนความหวังว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะผ่อนคลายลง และเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
นักลงทุนยังคงจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ ซึ่งนับเป็นการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งแรกภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ช ในฐานะประธานเฟดคนใหม่ โดยตลาดส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ขณะที่ FedWatch Tool ของ CME Group ประเมินว่า มีโอกาสราว 42% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว
ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P 500 กลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 3.4% ขณะที่กลุ่มพลังงานปรับตัวลง 3.6% หลังราคาน้ำมันดิบร่วงลงจากความหวังว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะคลี่คลาย
สำหรับหุ้นรายตัว SpaceX พุ่งขึ้น 19.6% ในวันที่สองของการซื้อขาย หลังการเสนอขายหุ้น IPO ได้รับการตอบรับอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้มูลค่าบริษัททะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์ โดยราคาปิดอยู่ที่ 192.46 ดอลลาร์ เทียบกับราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์
นักลงทุนมองว่าความสำเร็จของ SpaceX เป็นสัญญาณเชิงบวกต่อตลาด IPO ของสหรัฐฯ และอาจช่วยปูทางให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง OpenAI และ Anthropic เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงปลายปีนี้ ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้
กลุ่มขนส่งปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้น United Airlines บวก 3.9% จากความหวังว่าต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะลดลง ขณะที่ Norwegian Cruise Line เพิ่มขึ้น 3.7% และ Carnival Corp ปรับตัวขึ้น 3.2%
ด้าน Nvidia ปรับตัวขึ้น 3.5% ส่วน Micron Technology พุ่งขึ้น 10.5% หลังบริษัทหลักทรัพย์อย่างน้อย 2 แห่งปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย สะท้อนความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มธุรกิจชิปหน่วยความจำที่ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ระบุว่า ความคืบหน้าของกรอบข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ประกอบกับการอ่อนตัวของราคาน้ำมัน เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก โดยตลาดยังคงติดตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดการเงินในระยะต่อไป

