“ดาวโจนส์” ปิดบวก 182 จุด รับหุ้นการบินทะยาน หลังน้ำมันอ่อนตัว

หุ้นการบินและท่องเที่ยวปรับตัวขึ้น หลังราคาน้ำมันร่วงแรง หนุนดาวโจนส์ปิดบวก ขณะที่แรงขายหุ้นเทคโนโลยียังกดดัน Nasdaq และ S&P 500 ปิดลบ ท่ามกลางความกังวลต่อมูลค่าหุ้นกลุ่ม AI


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพุธ (24 มิ.ย.69) โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดในแดนบวก จากแรงซื้อหุ้นกลุ่มสายการบินและท่องเที่ยว หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง

ขณะที่ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ยังคงปิดลบต่อเนื่อง จากแรงขายหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) กดดันตลาด ท่ามกลางความกังวลว่า มูลค่าหุ้นในกลุ่มดังกล่าวอยู่ในระดับสูงเกินไป

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 51,848.90 จุด เพิ่มขึ้น 182.06 จุด หรือ +0.35% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,358.22 จุด ลดลง 7.24 จุด หรือ -0.10% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 25,476.64 จุด ลดลง 110.40 จุด หรือ -0.43%

ราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงช่วยหนุนหุ้นกลุ่มสายการบินและท่องเที่ยว หลังต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มลดลง โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) ระบุว่า ดัชนีหุ้นสายการบินใน S&P 500 ปรับตัวขึ้น 5.2% ขณะที่หุ้น Expedia Group และ Booking Holdings ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น

ในทางกลับกัน แรงขายยังกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยนักลงทุนกังวลต่อระดับมูลค่าหุ้นในกลุ่ม AI หลังการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดจับตาผลประกอบการของ Micron Technology ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของแนวโน้มอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำและธุรกิจ AI โดยหุ้น Micron ปิดลดลง 0.3% ก่อนปรับตัวขึ้นในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังบริษัทเปิดเผยผลประกอบการและคาดการณ์รายได้ที่สูงกว่าตลาดคาด

แรงขายยังคงกดดันหุ้นกลุ่ม AI อย่างต่อเนื่อง โดยหุ้น Nvidia ปรับตัวลดลง ขณะที่หุ้น Cerebras Systems ร่วง 19.6% หลังบริษัทคาดการณ์อัตรากำไรทั้งปีต่ำกว่าระดับไตรมาสแรก นอกจากนี้ OpenAI ยังเปิดตัวชิปประมวลผล AI ที่พัฒนาขึ้นเองภายใต้ชื่อ “Jalapeño” ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมชิป AI

ในจำนวน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P 500 มี 6 กลุ่มที่ปิดบวก โดยกลุ่มอุตสาหกรรม (Industrials) เพิ่มขึ้น 1.2% และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) เพิ่มขึ้น 0.8% ซึ่งช่วยพยุงดัชนีดาวโจนส์ แม้แรงขายหุ้นเทคโนโลยีและกลุ่มพลังงานยังคงกดดันภาพรวมของตลาด

สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น Hertz ร่วง 40.7% หลังบริษัทเปิดเผยว่า กำไรจากการดำเนินงานหลักที่ปรับปรุงแล้วในไตรมาส 2 มีแนวโน้มอยู่ใกล้ระดับล่างสุดของกรอบประมาณการที่เคยให้ไว้ พร้อมประกาศแผนเสนอขายหุ้นสามัญมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังคงให้น้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สองภายในสิ้นปีนี้ ตามข้อมูลจาก FedWatch ของ CME Group

ขณะที่ตลาดจับตาการประกาศดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินในระยะต่อไป

Back to top button