“อีลอน มัสก์” เตือน AI จ่อขาดไฟ 15 GW ปี 70 ชูดาต้าเซ็นเตอร์-หุ่นยนต์เขย่าเศรษฐกิจ

“อีลอน มัสก์” ขึ้นเวที G20 เตือนความต้องการไฟฟ้าจาก AI โตเร็วกว่ากำลังผลิต คาดปี 2570 ขาดแคลนอย่างน้อย 15 GW ชี้เป็นโอกาสประเทศเร่งลงทุนโรงไฟฟ้า-Data Center พร้อมประเมิน AI หนุนเศรษฐกิจโลกเพิ่ม 20-30% ขณะที่หุ่นยนต์ Humanoid อาจยกระดับผลผลิตโลกมากกว่า 10 เท่าในระยะยาว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Tesla และ SpaceX กล่าวผ่านระบบวิดีโอในที่ประชุมด้านนวัตกรรมของกลุ่มประเทศ G20 ที่รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 โดยส่งสัญญาณเตือนว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังทำให้ “ไฟฟ้า” กลายเป็นคอขวดสำคัญของอุตสาหกรรมเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาด พร้อมเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เร่งเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับศูนย์ข้อมูล AI และการลงทุนด้านเทคโนโลยีในอนาคต

นายมัสก์ ระบุว่า ปัญหาการขาดแคลนพลังงานสำหรับ AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอันไกล แต่กำลังเกิดขึ้นแล้ว โดยอ้างการประเมินของผู้ติดตามอุตสาหกรรมว่า ในปี 2570 อาจเกิดภาวะขาดแคลนกำลังไฟฟ้าสำหรับรองรับชิป AI อย่างน้อย 15 กิกะวัตต์ (GW) เนื่องจากกำลังการผลิตชิป AI เพิ่มขึ้นประมาณ 40-50% ต่อปี ขณะที่กำลังผลิตไฟฟ้านอกประเทศจีนเพิ่มขึ้นเพียงราว 10-20% ต่อปี ทำให้อุปสงค์ด้านประมวลผลมีแนวโน้มขยายตัวเร็วกว่าระบบพลังงานอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ นายมัสก์ มองว่า สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็น โอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศที่สามารถเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว เพราะสามารถดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีให้เข้ามาตั้งศูนย์ข้อมูล AI หรือ Data Center ซึ่งจะสร้างทั้งรายได้จากค่าบริการ การลงทุน และรายได้ภาษีให้แก่ประเทศเจ้าบ้าน โดยเขาย้ำว่าปัจจัยจำกัดสำคัญของการขยาย AI ในหลายประเทศขณะนี้ไม่ใช่จำนวนชิปเพียงอย่างเดียว แต่คือไฟฟ้าที่เพียงพอสำหรับนำชิปเหล่านั้นมาใช้งานจริง

ด้านศักยภาพของ AI ต่อระบบเศรษฐกิจ นายมัสก์ประเมินว่า เฉพาะเทคโนโลยี AI ในโลกดิจิทัลอาจช่วยเพิ่มขนาดเศรษฐกิจโลกได้ประมาณ 20-30% หรือคิดเป็นมูลค่าเพิ่มราว 20-30 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี พร้อมคาดว่า ภายในช่วงปลายปี 2570 AI จะมีความสามารถทำงานด้านดิจิทัลได้แทบทุกประเภทที่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปจัดการหรือเปลี่ยนแปลงวัตถุในโลกจริง

สำหรับการเขียนซอฟต์แวร์ นายมัสก์คาดว่า ภายในประมาณ 12-18 เดือน AI อาจพัฒนาไปถึงระดับที่เปรียบเทียบได้กับ Stockfish ซึ่งเป็นโปรแกรมหมากรุกที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ชั้นนำ โดยในมุมมองของเขา เมื่อถึงจุดดังกล่าว นักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็นมนุษย์จะไม่สามารถแข่งขันกับ AI ในด้านประสิทธิภาพได้ เช่นเดียวกับที่โปรแกรมหมากรุกบนอุปกรณ์ทั่วไปสามารถเอาชนะนักหมากรุกระดับโลกได้ในปัจจุบัน พร้อมประเมินว่า AI จะมีความสามารถสูงขึ้นอย่างมากในงานวิศวกรรมและงานดิจิทัลแขนงอื่น ๆ เช่นกัน

ขณะเดียวกัน นายมัสก์มองว่า Physical AI และหุ่นยนต์ Humanoid จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในระยะถัดไป แม้การพัฒนาเทคโนโลยีทางกายภาพจะใช้เวลานานกว่าซอฟต์แวร์ เนื่องจากจำเป็นต้องอาศัยโรงงาน วัตถุดิบ ห่วงโซ่อุปทาน และระบบการผลิตจำนวนมาก

โดยประสิทธิภาพของหุ่นยนต์ Humanoid จะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ซอฟต์แวร์ AI, ชิป AI ที่ติดตั้งอยู่ภายในตัวหุ่นยนต์ และความสามารถของระบบเครื่องกลไฟฟ้าในการเคลื่อนไหวและหยิบจับสิ่งของ โดยเฉพาะมือ ซึ่งนายมัสก์ระบุว่าเทคโนโลยีทั้ง 3 ด้านกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว

นายมัสก์ ยังประเมินในกรอบเวลาประมาณ 10 ปี ว่า โลกอาจมีหุ่นยนต์ Humanoid มากกว่า 1,000 ล้านตัว และหากหุ่นยนต์แต่ละตัวสามารถสร้างผลผลิตได้ประมาณ 5 เท่าของแรงงานมนุษย์ ผลผลิตจากหุ่นยนต์ทั้งหมดอาจมากกว่าผลผลิตจากมนุษย์ทั้งโลกเมื่อรวมกัน โดยเขามองว่าการนำหุ่นยนต์เข้าสู่ภาคเศรษฐกิจจริงอาจทำให้ขนาดเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า ในระยะยาว ซึ่งสูงกว่าผลกระทบจาก AI ในโลกดิจิทัลเพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ นายมัสก์ ยังเสนอให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ปรับแนวทางกำกับดูแลเทคโนโลยีใหม่ โดยมองว่า นวัตกรรมใหม่ควร “ได้รับอนุญาตเป็นหลัก” มากกว่าถูกห้ามไว้ก่อน พร้อมวิจารณ์กฎระเบียบที่เข้มงวดของสหภาพยุโรปว่า แม้ไม่ได้หยุดยั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโดยตรง แต่สามารถทำให้การพัฒนาและนำเทคโนโลยีมาใช้จริงล่าช้าลงอย่างมาก

นายมัสก์ ยังเปรียบบริษัทสตาร์ทอัพเหมือน “ต้นไม้ขนาดเล็กในป่า” โดยเห็นว่ารัฐบาลส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอยู่เดิมมากกว่า ทั้งที่บริษัทเกิดใหม่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงผู้กำหนดนโยบาย จึงเสนอให้ภาครัฐออกแบบนโยบายที่สนับสนุนบริษัทขนาดเล็กและธุรกิจเกิดใหม่มากขึ้น เพื่อเปิดทางให้นวัตกรรมสามารถเติบโตและแข่งขันกับผู้ประกอบการรายเดิมได้

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการผลักดันของสหรัฐฯ ให้ประเทศสมาชิก G20 ใช้แนวทางกำกับดูแล AI ที่ไม่สร้างข้อจำกัดเกินความจำเป็น โดยที่ประชุมยังหารือแนวทางที่เรียกว่า “Carolina Principles” ซึ่งมีเป้าหมายสร้างกรอบสำหรับการพัฒนาและใช้งานเทคโนโลยีใหม่ควบคู่กับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

Back to top button