“ดาวโจนส์” ปิดบวก 214 จุด รับน้ำมันร่วง จับตาเลือกตั้งกลางเทอม-จ้างงานสหรัฐฯ

“ดาวโจนส์” ปิดบวก 213.67 จุด รับแรงหนุนราคาน้ำมันและบอนด์ยีลด์ปรับตัวลง ขณะที่ S&P500-Nasdaq ถูกกดดันจากแรงขายหุ้นเทคโนโลยี นักลงทุนจับตาผลเลือกตั้งกลางเทอมและตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันดิบและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลง ช่วยบรรเทาความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและต้นทุนการกู้ยืมที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ยังคงปิดในแดนลบ จากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ดัชนีตลาดหุ้นหลักทั้ง 3 แห่งปิดตลาดดังนี้

ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 51,983.98 จุด เพิ่มขึ้น 213.67 จุด หรือ 0.41%

ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,541.40 จุด ลดลง 38.67 จุด หรือ 0.51%

ดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 25,164.32 จุด ลดลง 272.68 จุด หรือ 1.07%

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างหนัก โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลง 7.36% ปิดที่ 96.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 7.63% ปิดที่ 104.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายหลังมีรายงานว่าอิหร่านส่งสัญญาณพร้อมเปิดการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานและแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงมาอยู่ต่ำกว่าระดับ 5% ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนทางการเงินและภาระการกู้ยืม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้น

สำหรับหุ้นที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันดัชนีดาวโจนส์ ได้แก่ Sherwin-Williams ผู้ผลิตสีรายใหญ่ ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเกือบ 6% ขณะที่หุ้น Home Depot ผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เพิ่มขึ้น 3.6% ส่วนหุ้น 3M และ Boeing ต่างปรับตัวขึ้นมากกว่า 2%

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นโดยรวมยังเผชิญแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม ซึ่งทั้งสองดัชนีร่วงลง 1.82% และ 2.86% ตามลำดับ นักลงทุนยังคงวิตกเกี่ยวกับเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยีในโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยตั้งคำถามว่าการลงทุนดังกล่าวจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้มากน้อยเพียงใด

ในส่วนของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หุ้น Nvidia และ Meta Platforms ปรับตัวลดลงประมาณ 1% ขณะที่หุ้น Apple ปิดตลาดร่วงลงเกือบ 2% ก่อนที่บริษัทจะเปิดเผยผลประกอบการ

ด้านหุ้น Marvell Technology ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิป ปรับตัวลดลงเกือบ 13% หลังบริษัทประกาศเข้าซื้อกิจการ Lumentum ผู้ผลิตอุปกรณ์ด้านออปติกสำหรับศูนย์ข้อมูล ภายใต้ข้อตกลงมูลค่า 115,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้หุ้น Lumentum ร่วงลง 18% เช่นกัน

ขณะที่หุ้น Intel ปรับตัวลดลง 12% ต่อเนื่องจากแรงขายเมื่อวันศุกร์ หลังบริษัทคาดการณ์รายได้รายไตรมาสต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ พร้อมแสดงความกังวลว่ากระแสเงินสดของบริษัทอาจยังไม่กลับมาอยู่ในระดับบวกภายในปีนี้

ส่วนหุ้น Oracle ร่วงลง 8% หลังบริษัทประกาศแผนระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นสามัญมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ และการออกหุ้นกู้มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำเงินไปสนับสนุนการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานรายกลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P 500 พบว่า หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลดลงมากที่สุด โดยร่วงลง 3.97% รองลงมาคือกลุ่มเทคโนโลยีที่ลดลง 2.6% สวนทางกับกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่ปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งที่สุด เพิ่มขึ้น 2.25% ตามด้วยกลุ่มวัสดุที่เพิ่มขึ้น 1.83%

สำหรับปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญในสัปดาห์นี้ คือการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป โดยรัฐจอร์เจีย อินเดียนา เคนทักกี เซาท์แคโรไลนา เวอร์จิเนีย และเวอร์มอนต์ เป็นกลุ่มรัฐที่จะเริ่มนับคะแนนในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน เวลา 19.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับเวลา 07.00 น. ของวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน ตามเวลาไทย ซึ่งจะทำให้ตลาดสามารถเริ่มประเมินแนวโน้มผลการเลือกตั้งได้

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญต่อการกำหนดดุลอำนาจในสภาคองเกรส โดยเฉพาะการชิงเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรระหว่างพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นระบุว่า พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มที่จะคว้าเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรกลับคืนมา ขณะที่การแข่งขันในวุฒิสภายังคงมีความไม่แน่นอน โดยในช่วงสองปีแรกของวาระประธานาธิบดีทรัมป์ พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตา คือการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การจ้างงานในเดือนตุลาคมจะเพิ่มขึ้น 63,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน ขณะที่อัตราการว่างงานคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 4.2%

ด้านข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (Institute for Supply Management: ISM) เปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) เดือนตุลาคม เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 55.5 จากระดับ 54.5 ในเดือนกันยายน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 54.5

ทั้งนี้ ดัชนี PMI ที่อยู่เหนือระดับ 50 สะท้อนให้เห็นว่าภาคการผลิตของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะขยายตัว โดยเป็นการขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน

โดยภาพรวม ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังคงเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางปัจจัยทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน ทิศทางอัตราดอกเบี้ย และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ขณะที่ผลการเลือกตั้งกลางเทอมและตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ จะเป็นข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางตลาดการเงินในระยะถัดไป

Back to top button