
“ตลาดหุ้นเอเชีย” เปิดเขียวสลับแดง จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ
ตลาดหุ้นเอเชีย เปิดเขียวสลับแดง รับแรงกดดันหุ้นเทคโนโลยีร่วงตามวอลล์สตรีท ฉุด KOSPI ดิ่ง 3.55% ขณะที่ Samsung Electronics ร่วง 5% ท่ามกลางความกังวลผลตอบแทนลงทุน AI พร้อมจับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และงบบริษัทใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียเปิดซื้อขายผสมผสานในวันนี้ (3 พ.ย. 69) โดยบรรยากาศการลงทุนได้รับแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่นักลงทุนติดตามการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา รวมถึงการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่
สำหรับความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเอเชียช่วงเปิดการซื้อขาย มีรายละเอียดดังนี้
-
ดัชนีฮั่งเส็ง (HSI) ตลาดหุ้นฮ่องกง เปิดที่ 23,469.64 จุด เพิ่มขึ้น 76.32 จุด หรือ 0.33%
-
ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต (SSE) ตลาดหุ้นจีน เปิดที่ 3,624.58 จุด ลดลง 13.45 จุด หรือ 0.37%
-
ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ปรับตัวลดลง 3.55%
-
ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลีย ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.21%
-
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดทำการเนื่องในวันวัฒนธรรม
ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดเอเชียเผชิญแรงขายอย่างหนัก โดยเฉพาะหุ้น Samsung Electronics ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ซึ่งปรับตัวลดลง 5% ในการซื้อขายช่วงเช้า สอดคล้องกับทิศทางหุ้นเทคโนโลยีในตลาดวอลล์สตรีทที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ของสหรัฐฯ ปิดปรับตัวลดลงต่อเนื่องในการซื้อขายวันจันทร์ (2 พ.ย. 69) หลังจากเมื่อวันศุกร์ (30 ต.ค. 69) ดัชนีทั้งสองปรับตัวลดลง 1.82% และ 2.86% ตามลำดับ เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีอาจไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่ากับเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
นอกจากนี้ นักลงทุนทั่วโลกยังจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 โดยผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางอำนาจในสภาคองเกรส โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตจะสามารถชิงเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรคืนจากพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
สำหรับช่วงสองปีแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีทรัมป์ พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดบ่งชี้ว่า พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มได้รับชัยชนะในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ผลการเลือกตั้งในวุฒิสภายังคงมีความไม่แน่นอน
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังติดตามการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ในสหรัฐฯ ได้แก่ Pfizer, Shopify และ Marathon Petroleum ซึ่งมีกำหนดรายงานผลประกอบการก่อนตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเปิดทำการ
