
ครม.ไฟเขียวเก็บค่าผ่านทาง “มอเตอร์เวย์ M9 บางบัวทอง–บางปะอิน” คาดรายได้ปีแรก 308 ลบ.
ครม.เห็นชอบการจัดเก็บค่าผ่านทางมอเตอร์เวย์ M9 ช่วงบางบัวทอง–บางปะอิน กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามประเภทและระยะทาง คาดปีแรกสร้างรายได้ราว 308 ล้านบาท พร้อมปรับอัตราเพิ่มทุก 5 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ม.ค. 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 2 (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนบางบัวทอง–บางปะอิน พ.ศ. …. ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ พร้อมทั้งให้กระทรวงคมนาคมนำความเห็นของสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นการกำหนดให้ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก) สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนบางบัวทอง–บางปะอิน เป็นทางหลวงที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์ โดยจัดเก็บค่าธรรมเนียมตามระยะทางและประเภทของยานยนต์ ในอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายร่างกฎกระทรวง และกำหนดให้มีการปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมทุก 5 ปี ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปี
การจัดเก็บค่าธรรมเนียมจะเริ่มตั้งแต่วันที่อธิบดีกรมทางหลวงประกาศกำหนดเป็นต้นไป โดยมีจุดเก็บค่าธรรมเนียมรวมทั้งสิ้น 6 ด่าน แบ่งเป็นขาออกจากกรุงเทพมหานคร 3 ด่าน และขาเข้ากรุงเทพมหานคร 3 ด่าน
กรมทางหลวงได้ประมาณการรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง โดยคาดว่าในปีแรกจะมีรายได้ประมาณ 308 ล้านบาทต่อปี และในปีที่ 30 จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,429 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาล่วงหน้า พร้อมมีการแก้ไขเพิ่มเติมเล็กน้อย รวมถึงแก้ไขชื่อร่างกฎกระทรวง จากเดิมเป็น “ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก) สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนบางบัวทอง–บางปะอิน พ.ศ. ….”
เป็น “ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 2 (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนบางบัวทอง–บางปะอิน พ.ศ. ….”
สำหรับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ เห็นควรให้ครม. เห็นชอบในหลักการ โดยสำนักงบประมาณมีข้อเสนอให้กรมทางหลวงเร่งรัดและกำกับการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามแผนและกรอบเวลาที่กำหนด คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ ประโยชน์สูงสุดของทางราชการ และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ
ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวออกตามความในพระราชบัญญัติกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงและสะพาน พ.ศ. 2497 จึงเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติ เพื่อให้เป็นไปตามอำนาจของกฎหมายแม่บท และไม่เข้าข่ายเป็นการกระทำที่มีผลผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง–บางปะอิน เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีวงเงินลงทุนตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งตามมาตรา 4 (8) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมครม. พ.ศ. 2548 รวมถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 กำหนดให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ดังกล่าวต้องเสนอให้ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนอนุมัติดำเนินการ
ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการก่อสร้างโครงการดังกล่าว โดยสำนักเลขาธิการครม. ได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของครม. ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 และถือว่าหน่วยงานดังกล่าวไม่ขัดข้อง ตามนัยมติครม. เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เรื่องแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐในการเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของครม.

