บลูมเบิร์กตีข่าว “ไทยซัมมิท” เล็งขายกิจการกว่า 6 หมื่นล้านบาท รับแรงกดดัน EV

บลูมเบิร์กเผย “ไทยซัมมิทกรุ๊ป” กำลังพิจารณาขายกิจการ มูลค่าราว 6 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า ความไม่แน่นอนทางการเมือง และปัญหาการสืบทอดธุรกิจในครอบครัว


สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานวันนี้ (5 ก.พ. 69) อ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิด ระบุว่า ไทยซัมมิทกรุ๊ป (Thai Summit Group) ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย กำลังพิจารณาขายธุรกิจของตน ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ความไม่แน่นอนทางการเมือง และประเด็นการสืบทอดธุรกิจในครอบครัว

รายงานระบุว่า ธนาคารเพื่อการลงทุนชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง ได้ยื่นข้อเสนอต่อครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ สำหรับการเข้าซื้อกิจการ ซึ่งประเมินมูลค่าราว 1.5–2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน และการเจรจาอยู่ในขั้นต้น ซึ่งอาจไม่ได้นำไปสู่ข้อตกลงใด ๆ

แหล่งข่าวยังระบุว่า มีกลุ่มเอกชนระดับโลก เช่น CVC Capital Partners, Warburg Pincus และ Blackstone Inc ถูกกล่าวถึงว่าอาจเป็นผู้สนใจยื่นข้อเสนอซื้อกิจการไทยซัมมิท โดยยังไม่มีการติดต่อกันอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ สมาชิกครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจยังไม่สามารถหาผู้สืบทอดที่เหมาะสมในการเข้ามาบริหารธุรกิจได้ หลังจาก นายพัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งบริษัท ถึงแก่อสัญกรรมในปี 2545

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า ธนาคารในวอลล์สตรีทแห่งหนึ่งเคยประเมินมูลค่ากิจการของไทยซัมมิทในปี 2567 ไว้สูงสุดที่ 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.9 หมื่นล้านบาท แต่ไม่สามารถเจรจาต่อรองได้สำเร็จ เนื่องจากเกิดความเห็นไม่ตรงกันภายในครอบครัวผู้ถือหุ้น ขณะที่การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่รุนแรงขึ้น กำลังสร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไร (Margin) และคาดว่าจะทำให้มูลค่ากิจการลดลง

สำหรับผลประกอบการ แหล่งข่าวระบุว่า ไทยซัมมิทมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากรายได้ต่อปีกว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีพนักงานทั่วประเทศมากกว่า 20,000 คน และยังมีโรงงานในจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย

ขณะที่สถิติจาก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ซึ่งเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยปี 2568 เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสองปี นำโดยรถยนต์ไฟฟ้าที่มีสัดส่วน 45% ของการส่งมอบรถยนต์ทั้งหมด โดยการผลิตรถยนต์ในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.5 ล้านคัน ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า

Back to top button