
“พลังงาน” งัดกองทุนน้ำมัน คุมราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาท จับตาภูมิรัฐศาสตร์โลก
กระทรวงพลังงานเดินหน้าใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพยุงราคา ท่ามกลางความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์โลก คุมราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร หลังฐานะกองทุนฟื้นกลับมาเป็นบวกราว 1,000 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า กระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ ราคาอ้างอิงของไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลสิงคโปร์ ปรับเพิ่มขึ้นจากต้นปี 2569 ราว 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากระดับประมาณ 77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ราว 87–88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม แม้ต้นทุนน้ำมันจะปรับสูงขึ้น แต่กระทรวงพลังงานได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาดูแล ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศยังไม่ปรับเพิ่ม
นายอรรถพล ระบุว่า การดูแลราคาน้ำมันครอบคลุมทั้งกลุ่มเบนซินและดีเซล โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลซึ่งมีการปรับลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนลงแล้ว 2 บาทต่อลิตร เหลือจัดเก็บเพียง 20 สตางค์ต่อลิตร เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ภายใต้การบริหารเงินกองทุนอย่างเหมาะสม จนส่งผลให้ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาเป็นบวกตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2569
กระทรวงพลังงาน ยังใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพราคา หรือทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์ (buffer) รองรับความผันผวนจากสถานการณ์โลก โดยยังคงตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล ไว้ที่ราว 30 บาทต่อลิตร และตรึงราคาก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือนที่ 423 บาทต่อถัง ขนาด 15 กิโลกรัม ไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 พร้อมขอความร่วมมือประชาชนใช้น้ำมันอย่างประหยัด
รมว.พลังงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งช่วงเดือนตุลาคม 2568 กระทรวงพลังงานได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลค่าครองชีพควบคู่กับการดูแลผู้ค้าให้มีผลการดำเนินงานที่เหมาะสม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มฟื้นตัว จากเดิมติดลบประมาณ 14,754 ล้านบาทในเดือนตุลาคม 2568 ล่าสุด ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 กองทุนมีสถานะเป็นบวกราว 1,000 ล้านบาท
สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รายงานฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า กองทุนมีสินทรัพย์รวม 62,048 ล้านบาท หนี้สินรวม 33,489 ล้านบาท ส่งผลให้ฐานะสุทธิอยู่ที่ 505 ล้านบาท หลังจากเริ่มติดลบครั้งแรก 1,633 ล้านบาท เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2564 และเคยขยายตัวติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 132,671 ล้านบาท เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2565 จากการเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ในช่วงเริ่มต้นของสงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นอย่างมาก
สำหรับกระแสเงินสด กองทุนมีเงินสดอยู่ราว 27,000 ล้านบาท โดยบัญชีน้ำมันมีสถานะเป็นบวก 39,046 ล้านบาท จากการจัดเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมัน อาทิ ดีเซลจัดเก็บ 20 สตางค์ต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 จัดเก็บ 2.50 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 จัดเก็บ 80 สตางค์ต่อลิตร และเบนซินออกเทน 95 จัดเก็บ 9.60 บาทต่อลิตร ขณะที่บัญชีก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ยังติดลบ 38,541 ล้านบาท จากภาระการชดเชยราคา 22 สตางค์ต่อกิโลกรัม
ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ระหว่างทบทวนแผนรับมือวิกฤตด้านพลังงานฉบับใหม่ในช่วงปี 2568–2572 หลังจากแผนเดิมช่วงปี 2563–2567 กำหนดกรอบราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร และตรึงราคาก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือนไว้ที่ 423 บาทต่อถัง โดยแผนใหม่จะพิจารณาว่าสถานการณ์ใดเข้าข่ายเป็นวิกฤต และควรให้ความช่วยเหลือประชาชนในระดับใด
สำหรับราคาน้ำมันโลก ล่าสุดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ช่วงสายวันนี้ปรับลดลงเกือบ 2% มาอยู่ที่ประมาณ 63.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 1.25 ดอลลาร์ หลังอิหร่านยืนยันความพร้อมในการเจรจากับสหรัฐในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังจากก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 3% จากความกังวลว่าการเจรจาอาจล้มเหลว

