“ดาวโจนส์” ปิดลบ 44 จุด แรงขายหุ้นชิป AI กดดัน-กังวลลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์

ดาวโจนส์ปิดลบ 44 จุด หลังแรงขายหุ้นชิป AI กดดันตลาด ท่ามกลางความกังวลว่าการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่อาจใช้เวลานานในการคืนทุน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 มิ.ย.69) ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อวันศุกร์ (26 มิ.ย.69) ขณะที่ดัชนี S&P500 อ่อนตัวลงเล็กน้อย โดยตลาดถูกกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มชิปที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI หลังนักลงทุนกังวลว่าการลงทุนขนาดใหญ่ในศูนย์ข้อมูล AI อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะสร้างผลตอบแทนกลับมา แม้หุ้น Moderna และหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์หลายตัวปรับตัวขึ้นแข็งแกร่ง

โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,876.11 จุด ลดลง 44.51 จุด หรือ 0.09% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,354.02 จุด ลดลง 3.47 จุด หรือ 0.05% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,297.62 จุด ลดลง 60.99 จุด หรือ 0.24%

สำหรับภาพรวมรายสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 0.6% ขณะที่ดัชนี S&P500 ลดลง 2.05% และ Nasdaq ร่วงลง 4.7% ส่วนดัชนี PHLX Semiconductor ปรับตัวลง 7.9% ในรอบสัปดาห์ นับเป็นการลดลงรายสัปดาห์ที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน

ทั้งนี้ ดัชนี PHLX Semiconductor ร่วงลง 5.3% ในวันศุกร์ สะท้อนแรงขายหุ้นผู้ผลิตชิปสำหรับ AI ซึ่งเคยเป็นกลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนตลาดวอลล์สตรีทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยนักลงทุนยังคงจับตาความคุ้มค่าของการใช้จ่ายลงทุน หรือ Capex รวมถึงระยะเวลาที่โครงการศูนย์ข้อมูล AI จะเริ่มสร้างผลตอบแทน

นักวิเคราะห์จาก AlphaCore Wealth Advisory ระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกำลังเข้าสู่ภาวะปรับฐานรอบใหญ่ แต่ประเด็นเรื่องความสามารถในการทำกำไรและการใช้จ่ายลงทุนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดให้ความสนใจ พร้อมเตือนว่าตลาดวอลล์สตรีทอาจเปราะบาง หากบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ไม่สามารถทำผลประกอบการได้ตามความคาดหวังที่อยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ บรรยากาศลงทุนในหุ้น AI ยังได้รับแรงกดดันจากรายงานที่ระบุว่า OpenAI กำลังพิจารณาเลื่อนแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออกไปเป็นปีหน้า

ด้านหุ้นรายตัว หุ้น Apple ปรับตัวขึ้น 3.1% ฟื้นตัวบางส่วนจากแรงขายในวันก่อนหน้า หลังบริษัทประกาศขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ iPad และ MacBook โดยระบุว่าต้นทุนชิปหน่วยความจำและชิปจัดเก็บข้อมูลเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่หุ้น Moderna พุ่งขึ้นเกือบ 13% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2567 หลังจัดงานพบปะนักลงทุนและนำเสนอความคืบหน้าของผลิตภัณฑ์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา

สำหรับหุ้นในดัชนี S&P500 พบว่า 8 ใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมปิดลบ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวลงมากที่สุด 3.41% รองลงมาคือกลุ่มวัสดุ ลดลง 2.45%

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังคงกังวลต่อทิศทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ย หลังข้อมูลล่าสุดระบุว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นสูงกว่า 4% จากแรงหนุนของราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้นตามสถานการณ์สงครามอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดยังประเมินว่าเฟดมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อีก 1 ครั้ง โดยประเมินว่ามีโอกาสเกือบ 27% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ แม้ผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนมิถุนายนจะฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ภาคครัวเรือนยังคงกังวลต่อค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง

ส่วนหุ้น SpaceX ขยับขึ้น 0.15% จากแรงซื้อของกองทุนดัชนีแบบ Passive ก่อนที่หุ้นจะถูกนำเข้าคำนวณในดัชนี Russell ขณะที่หุ้น ON Semiconductor ร่วงลงเกือบ 24% หลังบรรลุข้อตกลงซื้อกิจการ Synaptics ด้วยการแลกหุ้นทั้งหมด มูลค่าราว 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนหุ้น Synaptics ลดลง 3.7%

Back to top button