“เวิลด์แบงก์” คาด GDP ไทยปีนี้โต 1.6% ชูอุตฯ คาร์บอนต่ำทางรอด

ธนาคารโลก คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 ชะลอเหลือ 1.6% จากการค้าโลกอ่อนแรง หนี้ครัวเรือนสูง และท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า ก่อนกลับมาโต 2.2% ในปี 2570 พร้อมชี้ “อุตสาหกรรมการผลิตคาร์บอนต่ำขั้นสูง” เป็นกลไกขับเคลื่อนใหม่


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารโลก (World Bank Group) เปิดเผยเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านรายงาน Thailand Economic Monitor ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงสู่ระดับ 1.6% ในปี 2569 จากผลกระทบของการค้าโลกที่อ่อนแรง หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอลง

อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกคาดว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะฟื้นตัวสู่ระดับ 2.2% ในปี 2570 จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ปรับดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งขึ้น และโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เริ่มแปลงเป็นเม็ดเงินลงทุนจริง

รายงานระบุว่า ภาคการผลิตยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยมีสัดส่วนคิดเป็น 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และ 16% ของการจ้างงาน หรือราว 6.2 ล้านตำแหน่งงาน ขณะที่ สินค้าส่งออกคาร์บอนต่ำหรือสินค้าสีเขียว (green goods) ของไทย มีสัดส่วนเกือบ 10% ของการส่งออกทั้งหมด และโดยเฉลี่ยมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากกว่าสินค้าทั่วไป

ธนาคารโลกชี้ว่า การขยายสู่ “อุตสาหกรรมการผลิตคาร์บอนต่ำขั้นสูง” เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน องค์ประกอบแผงเซลล์แสงอาทิตย์ และเทคโนโลยีทำความเย็นประหยัดพลังงาน จะเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ สร้างงานคุณภาพ และปรับตัวต่อความต้องการของโลกที่เปลี่ยนแปลง

ปัจจุบัน เครื่องปรับอากาศของไทยมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของตลาดโลก หรือคิดเป็น 10% ของการส่งออกทั่วโลก ขณะที่ในภาคยานยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนใหญ่ที่ผลิตในไทยสามารถนำไปใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าได้ ซึ่งช่วยรักษาการจ้างงานและสนับสนุนการยกระดับการผลิต

รายงานยังระบุว่า หากไทยขยายการผลิตคาร์บอนต่ำขั้นสูงได้สำเร็จอาจช่วยเพิ่ม GDP ได้อีก 2.9% ภายในปี 2578 พร้อมเสนอให้ภาครัฐดำเนินนโยบายดึงดูดการลงทุน สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี เสริมความแข็งแกร่งผู้ผลิตในประเทศ และกำหนดแรงจูงใจด้านการผลิตคาร์บอนต่ำอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังเสนอให้มีการปฏิรูปเพื่อเสริมฐานการเติบโตในระยะยาว อาทิ การเพิ่มการแข่งขันในภาคบริการและโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงการฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลังอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านการใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพและการขยายฐานรายได้ เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตในอนาคต

Back to top button