จับตา UNIX ลงสนามเทรดคึก! โบรกชี้กำไรเฉลี่ย 3 ปี โต 15% รับยอดขายต่างประเทศพุ่ง

UNIX ลงสนามเทรดวันแรกคึกคัก โบรกประเมินกำไรเฉลี่ย 3 ปีโต 15% รับแรงหนุนยอดขายต่างประเทศขยายตัวต่อเนื่อง หนุนแนวโน้มธุรกิจเติบโตแข็งแกร่งในระยะยาว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (31 มี.ค.69) ว่า หลักทรัพย์ บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ UNIX ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายใต้ในกลุ่มสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรม

UNIX มีทุนชำระแล้วหลัง IPO 330 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 180 ล้านหุ้น ให้แก่บุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้มีอุปการคุณของบริษัท รวมถึงกรรมการ ผู้บริหาร และ/หรือพนักงานของบริษัทและบริษัทย่อย ระหว่างวันที่ 23-25 มีนาคม 2569 ในราคาเสนอขายหุ้นละ 1.89 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุนรวม 340.20 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO อยู่ที่ 1,247.40 ล้านบาท

ทั้งนี้ ราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) ที่ 8.83 เท่า โดยคำนวณจากผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย้อนหลัง 12 เดือน (1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2568) เทียบกับจำนวนหุ้นสามัญภายหลังการเสนอขาย (Fully Diluted) ซึ่งคิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.23 บาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์แบบไม่รับประกันการจำหน่าย (Best Effort)

สำหรับ UNIX เป็นผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบครบวงจร ซึ่งมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมายาวนานกว่า 30 ปี โดยมีผลิตภัณฑ์หลักแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน บรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุของหนัก และบรรจุภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมทั่วไป และ 2) บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ ถุงร้อน ถุงเย็น ถุงหูหิ้ว และถุงขยะ เป็นต้น ซึ่งสินค้าทั้งหมดจัดจำหน่ายภายใต้ตราสินค้าของบริษัท ได้แก่ “ตรากุญแจ” และ “ตรามิตรภาพ”

โดยปัจจุบันบริษัทและบริษัทย่อยมีกำลังการผลิตฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกรวมกันมากกว่า 60,000 ตันต่อปี โดยบริษัทมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดรีไซเคิล และสอดรับกับนโยบายของภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคพลาสติกอย่างยั่งยืนภายใต้แผนจัดการขยะพลาสติก นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับการรับรองให้เป็นอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ระดับ 5 จากกระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อปี 2567 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ด้าน นายโสฬส ยอดมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ UNIX เปิดเผยว่า มั่นใจว่าหุ้น UNIX เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 1 เมษายน 2569 จะได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากนักลงทุน เนื่องจากพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง ทั้งด้านฐานะการเงิน และกระแสเงินสด มีความสามารถในการทำกำไร รวมทั้งมีโอกาสเติบโตสูง ตลอดจนมีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในธุรกิจมากว่า 37 ปี ขณะเดียวกันมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ (Dividend Stock) โดยบริษัทฯนโยบายจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40%ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการ

ทั้งนี้ ภายหลังจากการระดมทุนในตลาด SET บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้ไปลงทุนในในเครื่องจักร เครื่องมือและอุปกรณ์ รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน และชำระคืนเงินกู้ยืมของบริษัทและบริษัทย่อย อีกทั้งการระดมทุน จะส่งผลให้บริษัทฯ สามารถขยายธุรกิจ สร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตได้ตามแผนและกรอบเวลาที่บริษัทฯตั้งเป้าหมายไว้

โดย บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงปี 2568–2570 ของบริษัท โดยคาดว่ารายได้จากการขายจะอยู่ในช่วง 3,033–3,371 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 5.4% ต่อปี (CAGR) ขณะที่กำไรสุทธิคาดอยู่ที่ 146–180 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ย 10.8% ต่อปี สะท้อนการฟื้นตัวของความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปี 2568 คาดว่ารายได้จะอ่อนตัวลง จากแรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบและราคาขายที่ปรับลดลง รวมถึงลูกค้าบางส่วนหันไปผลิตใช้เอง อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าจะสามารถรักษาการเติบโตของกำไรได้ โดย EBITDA มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 344 ล้านบาท จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 14.3% ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และการได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI ช่วยสนับสนุนให้กำไรยังเติบโตในระดับสองหลัก

ขณะที่ในช่วงปี 2569–2570 คาดว่าผลการดำเนินงานจะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของสมดุลอุตสาหกรรมปิโตรเคมี การพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งจะช่วยผลักดันอัตรากำไร (Margin) ให้ปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไป

บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) คาดว่ากำไรสุทธิของ UNIX จะเร่งตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2568 อยู่ที่ 144 ล้านบาท และในปี 2569 อยู่ที่ 165 ล้านบาท ถัดมาในปี 2570 อยู่ที่ระดับ 191 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 14.91% ในช่วงปี 2568–2570

ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก 1) กลยุทธ์การขยายตลาดต่างประเทศควบคู่กับการรักษาความแข็งแกร่งในตลาดภายในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้สูงถึง 95.41% ในช่วงงวด 9 เดือนปี 2568

2) ภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรดีขึ้นเมื่อเทียบปีต่อปี โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) มีแนวโน้มลดลงเหลือ 1.17 เท่าในปี 2570 จากระดับ 4.32 เท่าในช่วงงวด 9 เดือนปี 2568 ภายหลังการชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงินด้วยเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้น IPO และ 3) อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์แบบยืดหยุ่น (Flexible Packaging) ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น

บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า UNIX มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในช่วงปี 2568-2570 โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายกำลังการผลิต ควบคู่กับทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติก

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมดังกล่าวยังคงได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารพร้อมทาน ธุรกิจค้าปลีก และ E-commerce ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต้องการใช้ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท

ขณะเดียวกัน UNIX ยังมีความได้เปรียบเชิงการแข่งขันจากการใช้เทคโนโลยีการผลิตฟิล์มขั้นสูง รวมถึงการเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่สูงและต้นทุนการผลิตที่ผันผวน

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมในระยะสั้นถึงกลาง วิจัยกรุงศรีประเมินว่า ปริมาณการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกของไทยจะเติบโตเฉลี่ย 2.5–3.5% ต่อปีในช่วง 2568-2570 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ

โดยรวม ฝ่ายวิจัยคาดว่า UNIX จะสามารถขยายรายได้และกำไรได้อย่างต่อเนื่องในระยะกลาง สอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของบริษัท

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คาดกำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 149 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบจากปีก่อน ขณะที่งวด 9 เดือนแรกของปีทำได้แล้ว 120 ล้านบาท

สำหรับช่วงปี 2569–2571 คาดกำไรจะเติบโตเฉลี่ยราว 12% ต่อปี สอดคล้องกับแนวโน้มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ขยายตัวเฉลี่ย 3–5% ต่อปี รวมถึงได้รับแรงหนุนจากแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมอีก 3,600 ตันต่อปีภายใน 2 ปีข้างหน้า โดยปัจจุบันบริษัทมีอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงถึง 80%

อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นยังมีความผันผวนตามทิศทางราคาวัตถุดิบพลาสติก โดยประเมินอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยไว้ที่ประมาณ 14%

บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงปี 2568–2569 โดยคาดว่ารายได้จากการดำเนินงานปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 3,080 ล้านบาท ลดลง 2% จากปีก่อน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,296 ล้านบาทในปี 2569 หรือเติบโต 7% เมื่อเทียบรายปี

ทั้งนี้ การฟื้นตัวของรายได้ในปี 2569 มีปัจจัยสนับสนุนจากทั้งราคาขายเฉลี่ยและปริมาณการจำหน่ายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการขยายทีมพนักงานฝ่ายขาย โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค

ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 14.2% ในปี 2568 และเพิ่มขึ้นเป็น 15.1% ในปี 2569 จาก 12.8% ในปี 2567 โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) รวมถึงอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ที่สูงขึ้น

ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้รวม (SG&A/Sales) คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.7% ในปี 2568 และ 8.3% ในปี 2569 จากระดับ 7.4% ในปี 2566 เนื่องจากต้นทุนด้านบุคลากรที่เพิ่มขึ้นจากการขยายทีมขาย รวมถึงค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้นจากการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์

จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้คาดว่ากำไรสุทธิในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 34 ล้านบาท ลดลง 8% จากปีก่อน ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 54 ล้านบาทในปี 2569 หรือเติบโต 58% เมื่อเทียบรายปี

บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ประเมินว่า รายได้ปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตประมาณ 8% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากธุรกิจฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหาร ซองขนม ของใช้ในครัวเรือน ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรม เช่น เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์

ทั้งนี้ โครงสร้างรายได้ของบริษัทมีการกระจายตัวทั้งในกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมและผู้บริโภคทั่วไป ขณะที่ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุปโภคบริโภคมีการพัฒนาแบรนด์ของตนเองสำหรับสินค้าในชีวิตประจำวัน อาทิ ถุงอาหาร ถุงหูหิ้ว และถุงบรรจุสินค้า

นอกจากนี้ บริษัทยังมีความสามารถในการผลิตสินค้าเฉพาะตามความต้องการของลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม ประกอบกับการมีฐานลูกค้าระยะยาวที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้รายได้มีความต่อเนื่องและมีเสถียรภาพในระยะยาว

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า คาดการณ์ผลประกอบการในช่วงปี 2568–2570 โดยประเมินว่าในปี 2568 บริษัทจะมีกำไรสุทธิ 149.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.09% และในปี 2569 อยู่ที่ 173.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.95% ถัดมาในปี 2570 อยู่ที่ 186.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.78% สะท้อนแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ การเติบโตของกำไรมีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้จากการขายที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการปรับตัวดีขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น อันเป็นผลมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต การลดของเสีย และการเกิดประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ภายใต้ระดับการใช้กำลังการผลิตที่สูงกว่า 80%

อย่างไรก็ตาม ในปี 2570 อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มอ่อนตัวลงเล็กน้อย จากภาระค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น ภายหลังการลงทุนติดตั้งเครื่องจักรใหม่ในช่วงปลายปี 2569

Back to top button