“พิพัฒน์” ขู่งัดไม้แข็ง! ใช้ภาษีลาภลอยฟาดโรงกลั่น หากไม่ลดราคาน้ำมันสำเร็จ

“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” ส่งสัญญาณใช้มาตรการเข้ม กดโรงกลั่นร่วมลดราคาน้ำมัน จ่อหารือนายกฯ ปมค้าส่งดีเซล 2 ราคา-ค่าการกลั่นสูง ไม่ตัดใช้ภาษีลาภลอย หากกำไรเกินควร


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand วันที่ 18 มีนาคม 2569 ว่า เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางกลับจากต่างประเทศ คาดว่าจะหารือในวันที่ 19 มีนาคม 2569 เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาการค้าส่งน้ำมัน

โดยประเด็นที่จะหารือกับนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย 2 เรื่องหลัก ได้แก่ โครงสร้างราคาค้าส่งน้ำมันดีเซล 2 ราคา และการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นที่สัมพันธ์กับค่าการกลั่น ว่า มีระดับสูงเกินไปหรือไม่

ทั้งนี้ โครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลที่มีความแตกต่างในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ค้าแต่ละกลุ่มมีต้นทุนแตกต่างกัน โดยสถานีบริการที่มีแบรนด์ได้รับการชดเชย ขณะที่ปั๊มหลอดและผู้ค้าส่ง (จ๊อบเบอร์) ไม่ได้รับการชดเชย ส่งผลให้ต้นทุนแตกต่าง และกระทบต่อการกระจายน้ำมันในบางพื้นที่

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าผู้ค้าดำเนินธุรกิจเพื่อหวังกำไร เมื่อมีภาวะขาดทุนเข้ามา ผู้ค้าบางส่วนอาจไม่ต้องการรับภาระ โดยเฉพาะผู้ค้าส่งที่ไม่มีแบรนด์ ซึ่งมีลักษณะซื้อมาขายไป และไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อดีลเลอร์หรือแฟรนไชส์ ทำให้การแก้ปัญหาจำเป็นต้องหารือเชิงลึก

ขณะเดียวกัน ต้องมีการหารือกับโรงกลั่น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า โรงกลั่นมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหากับภาครัฐอย่างจริงจังเพียงใด

“วันนี้ก็ไม่แน่ใจว่า จริง ๆ แล้วโรงกลั่นมาจอยแก้ปัญหาอย่างจริงใจกับรัฐบาลหรือไม่ ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา ถึงแม้ว่าสภาผู้ค้าโรงกลั่นเขาอาจจะโกรธหรือไม่พอใจ ผมก็ยอมรับได้ แต่ต้องคุยกันอย่างแท้จริง ค่าการกลั่นวันนี้อาจจะมีกำไร แต่ในวันที่ราคาน้ำมันลง ราคาน้ำมันดิบลดราคาหรือสภาวะสู่ปกติ อาจจะเข้าสู่ภาวะของคำว่าขาดทุน แต่วันนี้เราต้องบอกว่า มาช่วยกันนะ แชร์ปัญหากันว่า ในวิกฤติอย่างนี้พวกเราจะหันหน้ามาคุยกันอย่างไร ไม่ใช่ว่าคุณได้ พวกเราเสียอย่างเดียว รัฐบาลเดินหน้าไม่ได้ สุดท้ายถ้าหากรัฐบาลรับไม่ไหวจริง คงต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาดว่า ถ้าอย่างนี้รัฐบาลก็ต้องออกประกาศอะไรสักอย่างหนึ่ง มาเพื่อบังคับผู้ประกอบการในโรงกลั่น ผู้ค้ารายใหญ่ และผู้ค้าส่ง ทั้งสามกลุ่ม ต้องช่วยกันทุกกลุ่ม เพื่อช่วยแก้ปัญหาการตื่นตระหนกครั้งนี้” นายพิพัฒน์ กล่าว

สำหรับแนวคิดการใช้ “ภาษีลาภลอย” (Windfall tax) เพื่อจัดเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นในภาวะตลาดผิดปกติ นายพิพัฒน์ ระบุว่า รัฐบาลอาจต้องพิจารณาใช้ทุกมาตรการที่มีอยู่ โดยผลประกอบการในเดือนมีนาคมจะเป็นตัวสะท้อนว่า มีการทำกำไรสูงผิดปกติหรือไม่ ซึ่งกระทรวงการคลังจะต้องหารือร่วมกับผู้ประกอบการต่อไป

“เราคงต้องเอามาตรการต่าง ๆ มาใช้ทุกมาตรการ ไม่ว่าจะเป็นภาษีลาภลอยหรืออะไร… การประกาศผลประกอบการในเดือนมีนาคม เราคงสะท้อนไปว่า… ทำไมเดือนมีนาคมกำไรมากผิดปกติ ตรงนี้ทางกระทรวงการคลังคงต้องไปจับเข่าคุยกับผู้ค้าว่า เหตุการณ์อย่างนี้ เอาเปรียบหรือฉวยโอกาสหรือไม่ ถ้าเราคุยกันดี ๆ ได้ ก็โอเคว่ากันไป แต่ถ้าคุยไม่ได้ก็อย่างที่ผมว่า แต่มาตรการอะไรที่จะออก ผมคงไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ เพราะเครื่องมือเครื่องใช้ตรงนี้อยู่ที่กระทรวงการคลัง การตัดสินอยู่ที่นายกรัฐมนตรี แม้ผมเป็น ผอ.ศบก. มีอำนาจในระดับหนึ่ง แต่อย่างไรเราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ค้าทุกฝ่าย” นายพิพัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้หารือกับ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อขอความร่วมมือให้ผ่อนปรนเงื่อนไขรถขนส่งน้ำมัน เช่น รถที่ผ่านการตรวจสอบแต่มีอายุการใช้งานนาน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขนส่งน้ำมันไปยังต่างจังหวัด แก้ปัญหาการกระจายที่ล่าช้า

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

พลังงานแจงชัด “ค่าการกลั่น” อิงกลไกตลาดโลก ยันผู้ประกอบการไทยไม่ได้กำหนดเอง

กลุ่มโรงกลั่นแจงชัด “ค่าการกลั่นสูง” ไม่ใช่กำไรจริง ชี้แบกต้นทุน 3–6 บาท/ลิตร

Back to top button