
รัฐไขข้อสงสัย “น้ำมันไทย” เหตุใดต้องอิงราคาตลาดสิงคโปร์
“ไทยคู่ฟ้า” แจงเหตุผลราคาน้ำมันไทยอิงตลาดสิงคโปร์ ผ่านดัชนี MOPS สะท้อนต้นทุนตามตลาดโลก หลังไทยนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% ชี้กำหนดราคาเองเสี่ยงขาดแคลนหรือกระทบผู้ผลิตในประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “ไทยคู่ฟ้า” ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารของรัฐบาล เผยแพร่ข้อมูลในหัวข้อ “เปิดความจริง ‘ราคาน้ำมันไทย’ ทำไมต้องอิงสิงคโปร์” เพื่อตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศ
โดยระบุว่า ราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายหลังมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2534 ที่ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เป็นไปตามกลไกการค้าเสรี สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในปัจจุบันปรับขึ้นลงตามตลาดโลก
สำหรับโครงสร้างราคาน้ำมัน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
- ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ซึ่งประกอบด้วยราคา ณ โรงกลั่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ราคาขายปลีก ซึ่งรวมราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ค่าการตลาด และภาษีมูลค่าเพิ่ม
ทั้งนี้ ราคา ณ โรงกลั่น หรือราคาต้นทุนเนื้อน้ำมัน แม้ประเทศไทยจะมีการกลั่นน้ำมันภายในประเทศ แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงต้องนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 90% รวมถึงมีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปบางส่วน ทำให้ต้นทุนสอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยอ้างอิงจากตลาดกลางของภูมิภาคเอเชีย คือ “ตลาดสิงคโปร์” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าน้ำมันสำคัญและอยู่ใกล้ประเทศไทย ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งอยู่ในระดับต่ำ
การอ้างอิงดังกล่าวใช้ ดัชนี “Mean of Platts Singapore” หรือ MOPS ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยราคาซื้อขายในตลาด ไม่ใช่ราคาที่สิงคโปร์หรือประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นผู้กำหนด แต่สะท้อนการซื้อขายน้ำมันในภูมิภาคเอเชียผ่านตลาดกลางดังกล่าว
เพจดังกล่าวยังระบุว่า หากประเทศไทยกำหนดราคาน้ำมันโดยไม่อิงตลาด อาจส่งผลต่อสมดุลของตลาด โดยกรณีราคาต่ำกว่าตลาด ผู้ผลิตอาจเลือกส่งออก ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนในประเทศ ขณะที่หากราคาสูงกว่าตลาด ผู้ค้าอาจหันไปนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศและดุลการค้า
อย่างไรก็ตาม การอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ยังเป็นกลไกที่ทำให้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศต้องปรับปรุงประสิทธิภาพและบริหารต้นทุน เพื่อให้สามารถแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจของประเทศ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

