
“เอกนิติ” ชี้วิกฤตค่าครองชีพ จำเป็นต้องกู้เงิน–หนุนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส”
รองนายกฯ “เอกนิติ” ย้ำความจำเป็นใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท “ไทยช่วยไทย พลัส” ประเดิมโครงการแรก กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีเป้าหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 พ.ค. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงโรดแมปการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน พร้อมนำเทคโนโลยี AI เข้ามาปฏิวัติระบบสินเชื่อรายย่อย และจัดสรรงบประมาณเพื่อลดช่องโหว่ด้านพลังงาน สนับสนุนการปรับโครงสร้างประเทศสู่พลังงานสะอาด โดยยืนยันว่า ไม่ใช่การออกเช็คเปล่า แต่มีระบบกลไกตรวจสอบชัดเจน
นายเอกนิติ ระบุถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพ วัตถุประสงค์ของการกู้เงินครั้งนี้มุ่งเน้นการอัดฉีดเงินเยียวยาเศรษฐกิจฐานรากและการสนับสนุนการปรับโครงสร้างประเทศสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้ว่าวิกฤตครั้งนี้ต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 เนื่องจาก GDP ของประเทศยังไม่ติดลบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ “วิกฤตต้นทุนและเงินเฟ้อ” ที่สูงถึง 2.9% ส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชนระดับล่าง ข้อมูลจากกระทรวงการคลังชี้ว่า รายได้แรงงานที่เคยเติบโต 4.7–4.8% ก่อนโควิด-19 ลดเหลือเพียง 1–2% ในปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มติดลบในปีนี้ หากไม่ดำเนินการแก้ไข อาจนำไปสู่การเลิกจ้างและหดตัวของเศรษฐกิจรายย่อย
สำหรับงบประมาณ กระทรวงการคลังไม่สามารถใช้กลไกปกติได้ เนื่องจากงบประมาณขาดดุลเต็มเพดานกู้เงิน ขณะที่งบกลางเหลือเพียง 20,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ด้านนโยบายลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน นายเอกนิติยืนยันว่าจะไม่ใช้วิธีหว่านแหแบบอดีต หลังพบว่ารัฐสูญเสียรายได้สูงถึง 180,000 ล้านบาท โดยผู้มีรายได้สูงได้ประโยชน์ไปด้วย รัฐจึงเลือกใช้ทรัพยากรจำกัดช่วยกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อยให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด
พ.ร.ก.ฉบับนี้จะรวมมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้นและระยะยาวเข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันนำเข้า ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น มาตรการดังกล่าวสนับสนุนการปรับรถขนส่งให้รองรับน้ำมัน B20 และการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนพลังงานในครัวเรือนและธุรกิจรายย่อย โดยยึดหลักว่า “ยายิ่งออกฤทธิ์ช้า ยิ่งต้องเร่งกิน” เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้เร็วที่สุด
ในส่วนของมาตรการกระตุ้นการบริโภค รัฐบาลเตรียมเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่แตกต่างจากโครงการเดิม โดยเน้นการใช้จ่ายที่ร้านค้ารายย่อยและตลาดสด เพื่อให้เงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจฐานราก กลุ่มผู้ได้รับสิทธิ์แบ่งชัดเจน กลุ่มเปราะบางรัฐดูแล 100% ส่วนผู้มีรายได้ประจำ ใช้ระบบสมทบ 40:60 (ประชาชนจ่าย 40% รัฐสมทบ 60%)
ขณะเดียวกันนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อดึงร้านค้าและประชาชนออกจากหนี้นอกระบบเข้าสู่สินเชื่อในระบบ โดยธนาคารออมสินเป็นผู้สนับสนุนหลัก เบื้องต้นคาดว่า เปิดให้ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปลงทะเบียนระหว่างวันที่ 19–25 ของสัปดาห์หน้า พร้อมให้ความช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาทใน 2 เดือนแรกเพื่อติดตามผลและรักษาโมเมนตัมกำลังซื้อต่อเนื่อง

