“โปรตีนจากคาร์บอน” โอกาสใหม่อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต พาณิชย์หนุนเป้า Net Zero

สนค. ชี้ “โปรตีนจากคาร์บอน” เป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต แนะต่อยอดเทคโนโลยีและจุดแข็งไทย สร้างมูลค่าเพิ่มจาก CO₂ พร้อมหนุนเป้าหมาย Net Zero


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 มิ.ย.69) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามและศึกษาทิศทางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตอย่างใกล้ชิด พบว่า “โปรตีนจากคาร์บอน (Carbon-based Protein)” กำลังเป็นนวัตกรรมที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร การลดก๊าซเรือนกระจก และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยหลายประเทศเริ่มพัฒนาสู่การผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว

นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แนวคิดของนวัตกรรมดังกล่าว คือ การดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จากแหล่งปล่อยขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า หรือโรงงานอุตสาหกรรม มาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการทางชีวภาพผ่านจุลินทรีย์เฉพาะทาง เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนให้กลายเป็นชีวมวลที่มีโปรตีนสูง ก่อนนำไปแปรรูปเป็นส่วนผสมในอาหาร อาหารสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เคยเป็นของเสียทางสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ในปี 2568 ภาคพลังงานของไทยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 239.6 ล้านตัน ขณะที่ประเทศไทยมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นร้อยละ 0.79 ของการปล่อยทั้งหมดของโลก สะท้อนว่าไทยมีศักยภาพในการต่อยอดเทคโนโลยีการดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (Carbon Capture and Utilization: CCU) เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

ผอ.สนค. กล่าวว่า การแข่งขันของอุตสาหกรรมดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนวัตถุดิบเหมือนสินค้าเกษตรทั่วไป แต่ขึ้นอยู่กับองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยีชีวภาพ ระบบการผลิต และมาตรฐานความปลอดภัย จึงเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง และประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้ก่อนย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว

นอกจากนี้ จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดด้านที่ดิน น้ำ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับแหล่งโปรตีนทางเลือกที่ใช้ทรัพยากรน้อยและสามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

ด้านข้อมูลของ SkyQuest Technology คาดการณ์ว่า ตลาดโปรตีนทางเลือกทั่วโลกจะเติบโตจากมูลค่ากว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เป็น 3.91 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 18.5% สะท้อนแนวโน้มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน และแหล่งที่มาของอาหารมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย สนค. ประเมินว่า โปรตีนจากคาร์บอนสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero เนื่องจากการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคส่วนต่าง ๆ มาผลิตเป็นโปรตีน จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้คาร์บอน ลดการพึ่งพาโปรตีนจากภาคเกษตรแบบดั้งเดิม และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของประเทศ

นอกจากนี้ โปรตีนจากคาร์บอนยังมีศักยภาพในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเทียบกับการผลิตโปรตีนแบบดั้งเดิม ทั้งด้านการใช้พื้นที่ การใช้น้ำ การใช้สารเคมี และการลดมลพิษจากภาคปศุสัตว์ โดยหากมีการตั้งโรงงานผลิตใกล้แหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก็จะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและผลกระทบในห่วงโซ่อุปทานได้

นายนันทพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ และฐานการผลิตที่สามารถต่อยอดสู่การผลิตโปรตีนจากคาร์บอนได้ หากได้รับการสนับสนุนด้านการวิจัย การลงทุน และการพัฒนามาตรฐานที่เหมาะสม ก็จะช่วยยกระดับประเทศไทยจากผู้ผลิตอาหารดั้งเดิมไปสู่การเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารแห่งอนาคตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

พร้อมระบุว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นคาร์บอนเป็นเพียงภาระทางสิ่งแวดล้อม สู่การนำมาใช้เป็นวัตถุดิบทางเศรษฐกิจแห่งยุคใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทย รองรับทิศทางการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน และเทคโนโลยีมากขึ้น

Back to top button