
SET ผันผวน…หวังมีแรงซื้อพยุงจากทำ Sector Rotation
แม้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับลงเร็วหลังช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้เดินเรือตามปกติ ช่วยคลายกังวลภาวะเงินเฟ้อจากแรงกระแทกด้านอุปทาน
แม้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับลงเร็วหลังช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้เดินเรือตามปกติ ช่วยคลายกังวลภาวะเงินเฟ้อจากแรงกระแทกด้านอุปทาน แต่สถานการณ์หยุดยิงในตะวันออกกลางยังเปราะบางสูง ส่วนเงินบาทอ่อนค่ารวดเร็วทะลุ 33.40 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนสุดในรอบกว่า 1 ปี จากการแข็งค่าของดอลลาร์ตามภาวะปิดรับความเสี่ยง (risk-off) ในกลุ่ม AI/Semiconductor ประกอบกับ ธปท. ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยต่ำยาวนานที่ 1.00% ด้าน กนง. ปรับเพิ่ม GDP ปี 2569 จากเติบโต 1.5% สู่ 2.3% โดยมีแรงหนุนจาก พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนลบ. ผลกระทบสงครามที่ต่ำกว่าคาด และวัฏจักร Tech และ AI ขาขึ้น อย่างไรก็ตาม กนง. ยังกังวลการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง
ด้าน Fed มีมติคงดอกเบี้ย 3.50–3.75% แต่ส่งสัญญาณผ่าน Dot Plot ว่ามีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่ง InnovestX ประเมินว่าก้าวถัดไป Fed และนักลงทุนจะใช้ข้อมูลเศรษฐกิจเพื่อประกอบการตัดสินใจมากขึ้น โดยเฉพาะตัวเลข PCE ที่เพิ่งออกมาสัปดาห์นี้และตัวเลขตลาดแรงงานที่จะออกมาในสัปดาห์หน้าจะเป็นจุดชี้วัดสำคัญ ซึ่งหาก PCE ยังอยู่ในระดับสูงและการจ้างงานยังแข็งแกร่ง ภาพอัตราดอกเบี้ยสูงยาวนานจะยังดำเนินต่อไป ซึ่งจะส่งผลบวกต่อกลุ่ม Financials ผ่าน NIM ที่กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม หาก Bond Yield เร่งขึ้นแรงเกินไปจากภาวะเงินเฟ้อสูงแต่แรงงานอ่อนแอ อาจสร้างความผันผวนให้แก่ตลาดหุ้นในระยะสั้นได้ ซึ่ง InnovestX มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเข้าลงทุนในกลุ่ม Technology ได้แต่ไม่ใช่ทุกตัว และแนะนำให้กระจายการลงทุนออกมาสู่กลุ่มที่มีคุณภาพและศักยภาพเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างเช่น กลุ่ม Financials และ Healthcare เป็นต้น
ส่วนตลาดหุ้นไทย InnovestX มองช่วงสั้น SET จะผันผวนในกรอบ 1,540-1,590 จุด โดยตลาดมีแนวโน้มจะเผชิญแรงกดดันจากการปรับสัดส่วนลงทุนใน DELTA ของกองทุนอิงดัชนี และการทำ Window Dressing ในช่วงปลายเดือน มิ.ย. รวมทั้งกังวลเฟดจะใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น อย่างไรก็ดี คาดยังมีแรงซื้อช่วยพยุงจากการทำ Sector Rotation ในหุ้นที่ราคายัง Laggard และ/หรือ ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบลดลงจากการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อีกทั้งในประเทศยังมีปัจจัยบวกจากความคืบหน้าจัดทำร่าง พ.ร.บ. งบฯ ปี 2570 และการเปิดตัวโครงการ Thailand FastPass ที่ช่วยหนุนการเบิกจ่ายภาครัฐและดึงดูดเม็ดเงินลงทุน FDI กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลัก และ 4 ธีมเทรดดิ้ง ดังนี้
- หุ้น High Dividend แบ่งเป็น 1) ระยะสั้นเน้นดักเงินปันผลระหว่างกาลงวด 1H26 ที่คาดว่าจะให้ Div. Interim Yield > 2% (ประกาศจ่ายช่วง ส.ค.-ก.ย.) ได้แก่ ADVANC, OR, PTT, PTTEP, SCCC, SIRI, TQM, TU และ 2) ระยะยาวะเน้นสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืน โดยพื้นฐานดี มีประวัติจ่ายปันผลต่อเนื่องเกิน 10 ปี, คาดให้ Div. Yield > 5% ต่อปี และ Valuation ไม่แพง ได้แก่ AP, BBL, FTREIT, LHSC, PTT
- หุ้น New Normal ได้ประโยชน์จากนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะยาว โดยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่พลังงานทางเลือกและดิจิทัล (Solar cell, EV, Data Center) ได้แก่ พลังงานสะอาด (GULF, GPSC, BGRIM) นิคม (WHA, AMATA) และทางอ้อม เช่น จำหน่ายและรับติดตั้ง Solar Rooftop (SCC, BANPU, HMPRO, GLOBAL, GUNKUL)
- หุ้นเด่นไตรมาส 3/2569 ที่มีแรงส่งให้เติบโตต่อเนื่อง มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีอำนาจในการกำหนดราคาสูง และมีความชัดเจนของแนวโน้มกำไร ได้แก่ CENTEL, CPN, GULF, HANA, WHA
ขณะที่ Trading Idea : 1) Weak Baht Play ซึ่งได้อานิสงส์จากเงินบาทอ่อนตามนโยบายการเงินของเฟดที่ตึงตัว ได้แก่ กลุ่มส่งออกอาหาร (TU, ITC) อิเล็กทรอนิกส์ (HANA ,KCE) และกลุ่มท่องเที่ยว (AOT, MINT) 2) Summer & El Niño Play หุ้นที่ได้อานิสงส์จากสภาพอากาศร้อนหนุนยอดขาย ได้แก่ กลุ่มจำหน่ายเครื่องดื่ม (CBG, OSP, ICHI) และกลุ่มจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความเย็น (HMPRO, GLOBAL) 3) Yield Play ซึ่งได้ประโยชน์จากสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงและ Bond Yield ทรงตัวสูง ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL, KBANK, KTB) กลุ่มประกันชีวิต (BLA, TLI) 4) Laggard Play เน้นหุ้น Big-cap ที่คาดได้อานิสงส์จาก Sector Rotation และ Short Covering ได้แก่ BDMS, MINT, HMPRO, BEM, CPALL, TIDLOR, MTC
นางสาวณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล
ผู้อำนวยการอาวุโส Equity Strategy Team
บล. InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX