“ดาโอ” ปีนี้รายได้โต 25% ดัน 2 หุ้นเทรดครึ่งปีหลัง-คลอด DR เกาหลี

บล.ดาโอตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 25% แตะ 1,800 ล้านบาท ดัน AUA สู่ระดับ 150,000 ล้านบาท เตรียมส่ง 2 ไอพีโอเข้าตลาดครึ่งปีหลัง เล็งศึกษาออก DR อ้างอิงหุ้นเกาหลีใต้ในปีหน้า รุกเจาะกลุ่มลูกค้าระดับ High Net Worth ในต่างจังหวัด


นายณัฐพงศ์ ณ ระนอง กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DAOLSEC เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2569 เติบโต 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะระดับ 1,800 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายขยายมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การให้คำแนะนำ (AUA) ให้เติบโตอีก 20% แตะระดับ 150,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 12 เดือนข้างหน้า รวมถึงตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าพอร์ตกลุ่มลูกค้า Private Wealth จาก 4,000 ล้านบาท เป็น 5,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทเตรียมนำบริษัทจดทะเบียนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จำนวน บริษัท ได้แก่ ธุรกิจกลุ่มวัสดุก่อสร้าง คาดจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มูลค่าระดมทุนราว 350-400 ล้านบาท และธุรกิจ IT Solution คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) มูลค่าระดมทุนราว 250 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีดีล IPO ที่อยู่ในแผนงานเตรียมเข้าตลาดฯ ในปีหน้าอีก บริษัท

นอกจากนี้บริษัทมุ่งเน้นการให้บริการลงทุนในหุ้นต่างประเทศโดยตรง โดยมีจุดแข็งด้านทีมวิเคราะห์ที่ครอบคลุมตลาดต่างประเทศ อีกทั้ง บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาเตรียมออกตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ที่อ้างอิงกับหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ คาดว่าจะมีความชัดเจนในปีหน้า

พร้อมกันนี้ ยังมีแผนเดินหน้าขยายฐานลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งสูง (High Net Worth) ในพื้นที่ต่างจังหวัด อาทิ ขอนแก่น เชียงใหม่ และภูเก็ต รวมถึงมีแผนเจาะกลุ่มนักลงทุนชาวเกาหลีใต้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนลูกค้ากลุ่มนี้จากระดับไม่ถึง 5% ให้ก้าวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 10%

สำหรับโครงสร้างรายได้ของบริษัทปัจจุบัน รายได้จากนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในประเทศคิดเป็นสัดส่วนเพียง 15% ขณะที่รายได้หลักมาจากการลงทุนในต่างประเทศมีสัดส่วนสูงถึง 30-40% รองลงมาคือธุรกิจตัวแทนจำหน่ายกองทุนรวม และการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ มีสัดส่วนอยู่ที่ 35% และ 30% ตามลำดับ ส่วนธุรกิจวาณิชธนกิจ (IB) และ Private Wealth มีสัดส่วนธุรกิจละประมาณ 10%

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ปัจจุบันค่าธรรมเนียมการซื้อขายโดยเฉลี่ยปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 0.05% อย่างไรก็ตามบริษัทยืนยันว่าไม่มีนโยบายแข่งขันด้านราคา แต่จะมุ่งเน้นการแข่งขันด้านคุณภาพของข้อมูล และการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อตอบโจทย์การเป็น Wealth Management ระดับมาตรฐานสากล

Back to top button