
“มอร์แกน สแตนลีย์” ชู TOP-BBL-AOT เก็งกำไรระยะสั้น ปิดคำแนะนำ KBANK หลังราคาขึ้นตามเป้า
มอร์แกน สแตนลีย์ ออกบทวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ระยะสั้น (Research Tactical Idea) สำหรับหุ้นไทยหลายตัว โดยแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” TOP-BBL-AOT ขณะเดียวกันได้ปิดคำแนะนำที่เคยให้ไว้กับ KBANK-TOP
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ออกบทวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ระยะสั้น (Research Tactical Idea) สำหรับหุ้นไทยหลายตัว โดยแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” หุ้น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ขณะเดียวกัน ได้ปิดคำแนะนำหุ้น ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK
โดยมอร์แกน สแตนลีย์ คาดว่าไตรมาส 2 ปี 2569 อาจเป็นไตรมาสที่ท้าทายสำหรับกลุ่มโรงกลั่น เนื่องจากผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับสต๊อกน้ำมัน แต่เชื่อว่าความสามารถในการทำกำไรที่แท้จริง จะแข็งแกร่งกว่าปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่าวัฏจักรการปรับประมาณการกำไรขึ้นสำหรับปี 2570 จะเริ่มเร่งตัวหลังฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569
หุ้น TOP ซื้อขายที่ระดับ P/BV ปี 2570 ที่ 0.6 เท่า ซึ่งมอร์แกน สแตนลีย์ มองว่าเป็นระดับมูลค่าที่ยังไม่แพง เมื่อพิจารณาจากค่าการกลั่นขั้นต้น (Gross Refining Margin) ที่ระดับ 12 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับที่ตลาดสะท้อนไว้เพียง 6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และประมาณการของมอร์แกน สแตนลีย์เองที่ 7.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลสำหรับปี 2569
แม้การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปจากเอเชียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและอาจกดดันค่าการตลาดให้ลดลงจากระดับสูงสุด แต่มอร์แกน สแตนลีย์ ยังคงเชื่อว่า “ยุคทองของธุรกิจโรงกลั่น” จะเร่งตัวขึ้นในไตรมาสถัดไป จากส่วนลดราคาน้ำมันดิบในตลาดจริงที่เพิ่มขึ้น และการผ่อนคลายมาตรการเพดานราคาและข้อจำกัดการส่งออกผลิตภัณฑ์ของภาครัฐไทย โดยเชื่อว่า ราคาหุ้น TOP จะปรับตัวขึ้นในเชิงราคาสัมบูรณ์ (absolute terms) ภายใน 30 วันข้างหน้า โดยให้ความน่าจะเป็นของสถานการณ์นี้ที่ระดับ 80% ขึ้นไป หรือ “มีความเป็นไปได้สูง”
ขณะที่มอร์แกน สแตนลีย์ มองว่า BBL เป็นหุ้นที่ราคาปรับตัวล้าหลังกลุ่ม (laggard) โดยซื้อขายที่ระดับ P/BV ปี 2569 เพียง 0.6 เท่า ถือเป็นหุ้นธนาคารไทยที่มีมูลค่าถูกที่สุดในกลุ่มที่มอร์แกน สแตนลีย์ติดตาม แม้ความเชื่อมั่นของตลาดต่อกลุ่มธนาคารไทยจะปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน แต่มอร์แกน สแตนลีย์ เชื่อว่า BBL ยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการปรับตัวขึ้นของกลุ่ม เนื่องจากยังมีส่วนลดด้านมูลค่าเทียบกับหุ้นคู่แข่งที่ปัจจุบันมูลค่าเริ่มตึงตัวแล้ว และเชื่อว่าราคาหุ้น BBL จะปรับตัวขึ้นในเชิงราคาสัมบูรณ์ภายใน 30 วันข้างหน้า โดยให้ความน่าจะเป็นที่ระดับ 80% ขึ้นไป
ขณะเดียวกัน มอร์แกน สแตนลีย์ ปิดบทวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ระยะสั้น สำหรับ KBANK แล้ว หลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับที่คาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ มอร์แกน สแตนลีย์ ยังคงคำแนะนำ “Overweight” (น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด) สำหรับ AOT พร้อมราคาเป้าหมายที่ 80 บาท โดยคาดว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นเมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ภายใน 45 วันข้างหน้า ด้วยความน่าจะเป็นที่ระดับ 80% ขึ้นไป บริษัทมองว่า เรื่องราวการเติบโตด้านโครงสร้างพื้นฐานของ AOT กำลังแข็งแกร่งขึ้น โดยผลกระทบเชิงลบต่อจำนวนผู้โดยสารน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ
มอร์แกน สแตนลีย์ ประเมินด้วยว่า ทุกการเปลี่ยนแปลง 0.5 ล้านคนของจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศ จะส่งผลกระทบต่อกำไร 2.2% และมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) 1.3%
ปัจจุบัน AOT ซื้อขายที่ระดับ EV/EBITDA ปี 2570 ที่ 16 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีประมาณ 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (1SD) พร้อมอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ราว 20% และสัญญาสัมปทานที่เหลืออายุอีกประมาณ 25 ปี ซึ่งมอร์แกน สแตนลีย์ มองว่าเป็นระดับมูลค่าที่ยังไม่แพง

