BBL คงเป้าสินเชื่อปีนี้โต 2-3% ชี้รายใหญ่-กลางหนุน

"ชาติศิริ" แบงก์กรุงเทพ (BBL) คงเป้าสินเชื่อปีนี้เติบโต 2-3% มองปี70 ขยายตัวใกล้เคียงเดิม รับแรงหนุนจากสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่และรายกลาง โดยเฉพาะ Data Center พลังงาน EV และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ SMEs และรายย่อยยังฟื้นตัวช้า ย้ำ NPL อยู่ในระดับบริหารจัดการได้ ไม่จำเป็นต้องตั้งสำรองพิเศษเพิ่มในไตรมาส 4 พร้อมคาด NIM เริ่มทรงตัวช่วงปลายปี หนุนผลประกอบการทั้งปีโตตามกรอบเดิม


นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยว่า ธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อรวมในปีนี้ไว้ที่ 2-3% โดยการขยายตัวของสินเชื่อในปัจจุบันยังเป็นไปตามกรอบประมาณการที่วางไว้ ขณะที่แนวโน้มในปี 2570 คาดว่าการเติบโตของสินเชื่อจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีนี้ สะท้อนภาพการขยายตัวของธุรกิจที่ยังต้องพิจารณาควบคู่กับภาวะเศรษฐกิจและความต้องการสินเชื่อของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่และรายกลางยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อโดยรวม

สำหรับสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ยังคงมีทิศทางขยายตัวและเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยประคองภาพรวมสินเชื่อของธนาคาร โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว ทั้งธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) พลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และชีวเทคโนโลยี (Biotechnology) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

ขณะที่สินเชื่อลูกค้ารายกลาง มีการขยายตัวโดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มสินเชื่ออื่น โดยเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวและการกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยสร้างโอกาสให้ธนาคารสนับสนุนความต้องการเงินทุนของภาคธุรกิจได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม สินเชื่อกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงสินเชื่อลูกค้ารายย่อยยังเป็นกลุ่มที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ท่ามกลางความท้าทายในการดำเนินธุรกิจและภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน

ธนาคารจึงต้องติดตามสถานการณ์ของลูกค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถประคองกิจการ รักษาความสามารถในการดำเนินธุรกิจ และกลับมาขยายการลงทุนได้เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย ทั้งนี้ การเติบโตของสินเชื่อในระยะต่อไปจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการฟื้นตัวของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ควบคู่กับโอกาสการลงทุนใหม่ที่เข้ามาในประเทศ

นายชาติศิริ กล่าวว่า ด้านแนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศ มองว่า การลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องทุกปี อย่างไรก็ตาม การยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนยังไม่ใช่การลงทุนที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดในทันที เนื่องจากโครงการต่าง ๆ ต้องใช้เวลาในการวางแผน เตรียมความพร้อม และดำเนินการประมาณ 1-3 ปี จึงจะทยอยเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยการลงทุนเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยเฉพาะการดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก

สำหรับคุณภาพสินเชื่อ ธนาคารยังคงติดตามสถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อย่างใกล้ชิด แม้ตัวเลข NPL จะมีการปรับเพิ่มขึ้นและลดลงสลับกันในแต่ละช่วงเวลา แต่ภาพรวมยังทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบันและอยู่ในกรอบที่ธนาคารสามารถบริหารจัดการได้ ขณะที่การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตยังเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ และมีความเพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งในด้านคุณภาพสินทรัพย์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องตั้งสำรองพิเศษเพิ่มเติมในไตรมาส 4 โดยธนาคารจะยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและการดูแลลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง

นายชาติศิริ กล่าวว่า ส่วนผลประกอบการในไตรมาสล่าสุดที่ปรับลดลงนั้น เป็นไปตามประมาณการที่ธนาคารวางไว้ โดยมีปัจจัยหลักจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ที่ปรับลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นไปตามทิศทางที่คาดการณ์ไว้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยมีเป้าหมายเพื่อช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจสามารถประคองตัวและเดินหน้าขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงช่วยลดภาระและสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ทั้งนี้ ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) อาจยังปรากฏในไตรมาส 4 แต่คาดว่า NIM จะเริ่มทรงตัว ขณะที่ภาพรวมผลประกอบการทั้งปียังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ตามกรอบประมาณการเดิม และสำหรับปีหน้า ธนาคารคาดว่าการเติบโตจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีนี้
ในส่วนของผลตอบแทนจากเงินลงทุนในไตรมาส 3 ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นไปตามสภาวะตลาด โดยธนาคารยังคงถือครองเงินลงทุนดังกล่าวและไม่มีปัญหา

ทั้งนี้ การบริหารเงินลงทุนยังต้องพิจารณาความเคลื่อนไหวของตลาดและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการรักษาความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง

นายชาติศิริ กล่าวว่า สำหรับธุรกิจต่างประเทศ ธนาคารยังมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจอินโดนีเซียในระยะกลางถึงระยะยาว โดยอินโดนีเซียเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน มีประชากรราว 280 ล้านคน มีโครงสร้างประชากรที่เอื้อต่อการเติบโต และมีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 2 เท่าของประเทศไทย จึงเป็นตลาดที่มีศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว โดยเฉพาะการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความต้องการบริการทางการเงิน

ธนาคารจึงยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียผ่านธนาคารเพอร์มาตา (Permata) รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ขยายการค้าและการลงทุนในประเทศต่าง ๆ ของอาเซียนมากขึ้น ขณะที่รายได้จากธุรกิจต่างประเทศโดยรวมยังทรงตัวอยู่ในระดับเดิม

นายชาติศิริ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมเสถียรภาพทางการเงินของไทยยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ทั้งด้านนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และเงินสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยของไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ และอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศรวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ในต่างประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถติดตามและบริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจและสถาบันการเงินยังจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงิน

นอกจากนี้ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) รวมถึงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เป็นเรื่องสำคัญที่ภาคธนาคารต้องให้ความสนใจ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มอบหมายให้สมาคมธนาคารไทยเตรียมความพร้อมและวางมาตรการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคธุรกิจและระบบเศรษฐกิจ ซึ่งธนาคารจะต้องพิจารณาความเสี่ยงดังกล่าวควบคู่กับการให้สินเชื่อและการสนับสนุนลูกค้า เพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีความมั่นคงและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

Back to top button