
ไทยส่งออก “อาหารสัตว์เลี้ยง” อันดับ 2 โลก! โกย 3.27 พันล้านเหรียญ ชูพรีเมียมจับต้องได้
สนค. เผย อาหารสัตว์เลี้ยงไทยยังโตต่อเนื่อง ปี 68 ส่งออก 3.27 พันล้านดอลลาร์ ครองอันดับ 2 โลก เร่งจับเทรนด์สุขภาพสัตว์เลี้ยง–พรีเมียมราคาเข้าถึงได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 ส.ค.69) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว หรือแนวโน้ม “Pet Humanization” ส่งผลให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะด้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปี 2568 ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง มูลค่ารวม 3,276.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 107,470 ล้านบาท ขยายตัว 8.15% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 3,029.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 106,391 ล้านบาท สะท้อนความสามารถของไทยในการรักษาฐานการส่งออกในตลาดโลก แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต
ทั้งนี้ ในปี 2568 ไทยยังคงครองตำแหน่งผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลก มีสัดส่วนการส่งออก 10.2% ของมูลค่าการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลก รองจากเยอรมนีที่มีสัดส่วน 12.1%
สำหรับช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงมูลค่า 1,425.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 44,847 ล้านบาท ขยายตัว 5.15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทยยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา มูลค่า 430.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 30.22% ของการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงทั้งหมดของไทย รองลงมา ได้แก่ ญี่ปุ่น มูลค่า 157.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 11.07% ออสเตรเลีย 76.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 5.37% อิตาลี 72.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 5.09% และเยอรมนี 65.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 4.61%
ตลาดที่ขยายตัวโดดเด่นในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ ได้แก่ ฝรั่งเศส ขยายตัว 101.46% นิวซีแลนด์ 36.69% สหราชอาณาจักร 36.01% เยอรมนี 32.25% ออสเตรเลีย 25.71% อินเดีย 19.08% ญี่ปุ่น 12.14% และมาเลเซีย 9.12% สะท้อนว่าอาหารสัตว์เลี้ยงไทยยังมีโอกาสขยายตลาดได้ทั้งในกลุ่มประเทศรายได้สูงและตลาดเอเชียที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มสำคัญของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกในระยะต่อไป คือ เทรนด์สัตว์เลี้ยงสุขภาพดี–สินค้าพรีเมียมในราคาเข้าถึงได้ หรือ Healthy Pet–Affordable Premium โดยผู้บริโภคยังต้องการสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพสูงและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ขณะเดียวกันภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ราคาเข้าถึงได้ และคุณประโยชน์ที่เห็นชัดเจนมากขึ้น
จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมที่ราคาเหมาะสม หรือ Affordable Premium โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านวัตถุดิบอาหาร ความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูป มาตรฐานความปลอดภัย และความสามารถในการผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดปลายทาง
สินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีโอกาสเติบโต ได้แก่ อาหารสูตรโปรตีนสูง อาหารเสริมวิตามินและแร่ธาตุ อาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน อาหารสูตรย่อยง่าย อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงสูงวัย อาหารสำหรับแมว รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติหรือมีการกล่าวอ้างด้านสุขภาพที่ชัดเจน
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาสูตรอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ มาตรฐานความปลอดภัย และการสื่อสารคุณประโยชน์ของสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด
นอกจากนี้ ควรเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เช่น โปรตีนจากไก่ ปลา ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง และวัตถุดิบเกษตรแปรรูปอื่น ๆ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงกับภาคเกษตรไทย ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ขนาดสินค้าที่หลากหลาย และราคาที่เข้าถึงได้ จะช่วยให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดพรีเมียมและตลาดผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการสินค้าคุณภาพดีในราคาสมเหตุสมผล
สำหรับกลยุทธ์ตลาด ผู้ประกอบการควรรักษาฐานตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความปลอดภัย และคุณภาพสินค้า พร้อมเร่งขยายตลาดศักยภาพ เช่น อินเดีย อาเซียน ตะวันออกกลาง และตลาดเมืองรองในเอเชียที่มีจำนวนผู้เลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น รายได้ของชนชั้นกลางขยายตัว และพฤติกรรมการซื้อสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงเปลี่ยนไปสู่ช่องทางออนไลน์และร้านค้าเฉพาะทางมากขึ้น
นายนันทพงษ์ ระบุด้วยว่า อาหารสัตว์เลี้ยงเป็นตัวอย่างสำคัญของสินค้าเกษตรแปรรูปไทยที่สามารถยกระดับจากวัตถุดิบไปสู่สินค้ามูลค่าสูงได้อย่างเป็นรูปธรรม หากผู้ประกอบการไทยสามารถจับเทรนด์ Healthy Pet–Affordable Premium ได้อย่างเหมาะสม พัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ตอบโจทย์สุขภาพสัตว์เลี้ยง และใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร และห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหารของประเทศอย่างต่อเนื่อง