“คลัง” เดินหน้าภาษีทองอัตราต่ำ ถกสมาคมผู้ค้าสัปดาห์นี้ หวังสกัดทุนสีเทา–ฟอกเงิน

กระทรวงการคลัง เตรียมหารือสมาคมค้าทองสัปดาห์นี้ เดินหน้าเก็บ “ภาษีทองคำ” อัตราต่ำ ใช้จัดระเบียบธุรกรรม-สกัดทุนสีเทาฟอกเงิน ย้ำไม่เน้นหารายได้รัฐ พร้อมตั้งบอร์ดคุมเข้ม และขยายตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัล


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ส.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณีสมาคมค้าทองคำเตรียมเข้าหารือแนวทางและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทองคำภายในสัปดาห์นี้นั้น เบื้องต้นได้มอบหมายให้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบร่วมหารือแทน พร้อมมองว่า การเจรจาจะเป็นไปได้ด้วยดี และไม่มีความกังวลต่อการคัดค้านแนวคิดการจัดเก็บภาษีทองคำ เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้มีนโยบายในการจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูง

โดยปัจจุบันแนวคิดการเก็บภาษีทองคำอยู่ระหว่างการศึกษา และมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างระบบบันทึกข้อมูลและตรวจสอบการทำธุรกรรมเกี่ยวกับทองคำให้มีความโปร่งใสมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดทราบถึงข้อมูลเชิงลึกของผู้ขายทองคำและผู้ซื้อทองคำ ทั้งบุคคลทั่วไป นักลงทุนหรือเก็งกำไร ร้านทองค้าปลีก และผู้นำเข้า-ส่งออกรายใหญ่

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังไม่ได้มีความตั้งใจจัดเก็บภาษีทองคำเพื่อมุ่งเน้นการหารายได้เข้ารัฐ แต่ต้องการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในการบันทึกรูปแบบธุรกรรม ครอบคลุมตั้งแต่การซื้อขายผ่านร้านค้า ไปจนถึงการซื้อขายเก็งกำไรในรูปแบบที่ไม่ได้มีการแปลงรูปทองคำ เป็นต้น พร้อมทั้งเป็นการปราบปรามกลุ่มทุนสีเทาและมิจฉาชีพที่นำเงินผิดกฎหมายมาหลบซ่อนในระบบผ่านช่องทางการซื้อขายทองคำ

“กระทรวงการคลังจะมีการหารือกับทางสมาคมค้าทองในเร็ว ๆ นี้ เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน และให้สามารถตรวจสอบประวัติการทำธุรกรรมได้ตามมาตรฐานสากล อีกทั้งการออกมาตรการการจัดเก็บภาษีทองคำจะต้องคำนึงถึงความสมดุล เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนสีเทาใช้ประเทศไทยเป็นช่องทางในการสะสมความมั่งคั่ง” นายเอกนิติ กล่าว

นอกจากนี้ ในอนาคตกระทรวงการคลังเตรียมจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อเข้ามาดูแลและตรวจสอบข้อมูลพฤติกรรมการซื้อขายทองคำโดยเฉพาะ รวมถึงต้องการขยายผลการตรวจสอบธุรกรรมไปยังสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เพื่อสกัดกั้นกลุ่มทุนสีเทา ซึ่งจะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถือเป็นการยกระดับธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลความมั่งคั่งในระบบการเงินของประเทศ

Back to top button