
“พาณิชย์” เร่ง ACFTA 3.0 ปูทาง SMEs ไทยบุกจีน–ปล่อยสินค้าด่วน 6 ชม. ตั้งเป้าใช้ปี 69
กระทรวงพาณิชย์ เร่ง ACFTA 3.0 เพิ่มแต้มต่อผู้ประกอบการไทย หนุน SMEs เข้าถึงตลาดจีนง่ายขึ้น รับเศรษฐกิจดิจิทัล-สีเขียว พร้อมตั้งเป้ามีผลใช้บังคับภายในปี 2569
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (31 ส.ค.69) นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศได้ติดตามพิธีสารการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ASEAN-China Free Trade Area Version 3.0: ACFTA 3.0) ซึ่งสืบเนื่องมาจากการที่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และจีน ได้ลงนามในพิธีสารฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ซึ่งเป็นการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ครั้งที่ 2 จากการลงนามครั้งแรกในปี 2545

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 เห็นชอบให้เสนอพิธีสารยกระดับ ACFTA 3.0 ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ
พิธีสาร ACFTA 3.0 เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอาเซียน-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผ่านการเพิ่มความร่วมมือใหม่ 5 ด้าน ได้แก่ 1. การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค 2. เศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อรองรับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ 3. เศรษฐกิจสีเขียวมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน 4. ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในภาคการผลิต และ 5. วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้เข้าถึงตลาดจีนและอาเซียนได้สะดวกขึ้น พร้อมทั้งลดอุปสรรคทางการค้า
ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียน 7 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว และไทย ได้ดำเนินกระบวนการภายในประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากฝ่ายจีนดำเนินกระบวนการฯ แล้วเสร็จ จะทำให้พิธีสารดังกล่าวมีผลใช้บังคับภายใน 60 วัน
นางอารดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ ACFTA 3.0 แม้จะไม่มีการลดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมหรือเปิดตลาดใหม่ แต่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทยจะได้รับ “แต้มต่อ” ทางการค้าที่สำคัญ ประกอบด้วย การอำนวยความสะดวกทางการค้าที่รวดเร็วขึ้น โดยสามารถตรวจปล่อยสินค้าด่วนภายใน 6 ชั่วโมง การลดต้นทุนและเวลาโดยใช้ระบบไร้เอกสารผ่านรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EODES) การมีกฎเกณฑ์รองรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดยคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ข้ามพรมแดน ซึ่งช่วยให้ MSMEs ของไทยสามารถนำสินค้าวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มจีนได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาดในไทยเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ไทยและอาเซียนสามารถเข้าถึงการสนับสนุนเงินจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนโดยจีน
จากสถิติและมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับจีน พบว่า จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียนต่อเนื่องเป็นเวลา 16 ปี โดยในปี 2568 การค้าระหว่างอาเซียนกับจีนมีมูลค่า 916,149.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 18.59 จากปีก่อนหน้า โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีนในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากเวียดนามและมาเลเซีย

สำหรับสถานการณ์การค้าระหว่างอาเซียนกับจีนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 641,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอาเซียนส่งออกไปจีนมูลค่า 234,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากจีนมูลค่า 406,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกสำคัญของอาเซียนไปจีน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ เหล็กและเหล็กกล้า ผลไม้และลูกนัตที่บริโภคได้ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของอาเซียนจากจีน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เหล็กและเหล็กกล้า รถยนต์และส่วนประกอบ เป็นต้น
กรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ทางการค้า ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกในการส่งออกและนำเข้าสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ จะติดตามและนำเสนอความคืบหน้าของ ACFTA 3.0 เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากพิธีสารฉบับดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจและเศรษฐกิจของไทย
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
ครม.ไฟเขียว “ACFTA 3.0” ยกระดับ FTA อาเซียน-จีน เชื่อมห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค

