สศช. ชูแผนพัฒนา 14 พลิกโฉมไทย กาง 13 วาระปฏิรูปประเทศองค์รวม

สศช. กางทิศทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ปี 71–75 ชูกลยุทธ์ “ซ่อม–เสริม–เลิก–สร้าง” ประเทศแบบองค์รวม ฉวยโอกาส Safe Zone รับอานิสงส์ FDI ไหลเข้าไทย พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศผ่าน 13 วาระปฏิรูป ควบคู่ 5 เสาหลัก “TRUST” เพื่อผลักดันขีดความสามารถการแข่งขันไทยทะยานสู่ Top 20 โลกในปี 72 จีดีพีโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี


นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในงานประชุมประจำปี 2569 ในหัวข้อ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” วันที่ 30 กันยายน 2569 ว่า การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (ปี 2571–2575) ได้มีการระดมความเห็นและวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงรอบด้านผ่านกลยุทธ์สำคัญ “ซ่อม–เสริม–เลิก–สร้าง” เพื่อการขับเคลื่อนและพลิกโฉมประเทศไทยให้ก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม

โดยในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตโลก ประเทศไทยถูกมองเป็น “Safe Zone” ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าต่อเนื่องตลอด 2–3 ปีที่ผ่านมา ถือเป็น “โอกาสสุดท้าย” ในการปรับโครงสร้างประเทศแบบองค์รวม ทั้งซ่อมฐานรากเดิมที่อ่อนแอ เสริมศักยภาพเดิม เช่น ภาคเกษตรและการท่องเที่ยว เลิกกฎระเบียบข้อจำกัดที่ฉุดรั้งการแข่งขันคนตัวเล็ก และสร้างนวัตกรรมให้เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่

ทั้งนี้ จากผลประเมินแผนพัฒนาฯ 13 พบว่า เป้าหมายในการผลักดันรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ที่ 9,300 ดอลลาร์ ทำได้จริงเพียง 8,300 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกทั้งสงครามรัสเซีย–ยูเครน เงินเฟ้อ สงครามการค้า ตะวันออกกลาง และภัยธรรมชาติ กดดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) เติบโตต่ำ

ขณะที่อัตราขยายตัวของผลิตภาพ (Productivity) แรงงานเติบโตเพียง 1–2% ซึ่งไม่เพียงพอจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ส่วนความสามารถในการแข่งขันในปีนี้ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย อยู่อันดับที่ 26 จากเดิมที่อยู่อันดับที่ 30 (ไทยไม่เคยเกินอันดับ 25) ดังนั้น ต้องผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัว เพื่อให้รายได้กระจายไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ และช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น

ส่วนอัตราเจริญพันธุ์ไทยค่อนข้างวิกฤต เหลือ 1.1% และต้องเร่งออกแบบสิทธิประโยชน์ทางการเงินและที่อยู่อาศัย เพื่อลดภาระการมีบุตร พร้อมยกระดับการศึกษา ร่วมมือกับภาคเอกชนจัดหลักสูตรแก่อาชีวศึกษา และปรับมหาวิทยาลัยสู่การเรียนรู้ข้ามศาสตร์ (Polymath) เพื่อผลิตแรงงานทักษะสูง (Good Jobs) รวมไปถึงลดความเสี่ยงภัยพิบัติภูมิอากาศ สร้างระบบเตือนภัยพิบัติ และการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด (Energy Transition) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน สศช. ได้ตั้งเป้าหมายปฏิรูปภาครัฐในแผนพัฒนาฯ 14 ชี้วัดประสิทธิภาพจากอันดับที่ 32 ให้อยู่ที่อันดับ 15 ด้วยการควบรวมยกเลิกหน่วยงานซ้ำซ้อน เลิกกฎหมายล้าสมัย เพื่อนำงบประมาณไปลงทุนพัฒนาประเทศ และปราบคอร์รัปชันรองรับการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

ด้านรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายภายในปี 2572 ผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้อยู่ Top 20 ของโลก และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี แต่ความเหลื่อมล้ำและคุณภาพชีวิตยังคงมีความท้าทาย โดยดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) ปัจจุบันอยู่ที่ 0.64 ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ 0.72 และช่องว่างรายได้ระหว่างกลุ่มคนรวยกับคนจนใกล้เคียงเป้าหมายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 5 เท่า แต่ยังคงมีข้อกังวลด้านความยั่งยืน

สำหรับกรอบการขับเคลื่อน 13 วาระการปฏิรูปสำคัญของสภาพัฒน์ แบ่งเป็น 4 เป้าหมาย แบ่งเป็น เป้าหมายที่หนึ่ง การมีเศรษฐกิจมีผลิตภาพการผลิตสูงขึ้น และสร้างงานที่ดี ได้แก่ 1. พลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจรายสาขาให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น 2. ผนึกกำลังความร่วมมือรัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษา พัฒนาและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ 3. ปฏิรูประบบการเงิน การคลัง และตลาดทุน

เป้าหมายที่สอง การมีภาครัฐขนาดเล็กลง สมรรถนะสูง โปร่งใส ไร้ทุจริต ได้แก่ 4. ขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน 5. ปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐให้เล็กลง 6. ยกระดับสมรรถนะภาครัฐ

เป้าหมายที่สาม การมีประชากรที่รองรับการเติบโตของประเทศ และมีสมรรถนะสูงขึ้น ได้แก่ 7. ออกแบบชุดสิทธิประโยชน์เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการมีบุตร 8. ยกระดับทักษะแรงงานผลิตภาพต่ำ และออกแบบเส้นทางสู่งานที่มีผลิตภาพสูง 9. พลิกโฉมอาชีวศึกษา 10. ปรับบทบาทมหาวิทยาลัยผลิตบุคลากรที่มีองค์ความรู้หลากหลาย

เป้าหมายที่สี่ การผลิตและบริโภคเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ 11. ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 12. จัดการมลพิษทุกแหล่งกำเนิดในพื้นที่วิกฤต และ 13. พัฒนาโครงสร้างระบบไฟฟ้า และปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid)

ด้านทิศทางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ได้ดำเนินการผ่าน 5 เสาหลัก “TRUST” ประกอบด้วย 1. T – Transform หรือปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ด้วยการใช้โอกาสจาก FDI เร่งสร้าง New S-Curve เช่น ยานยนต์แห่งอนาคต (EV) อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมสุขภาพ (Wellness) และเกษตรสร้างสรรค์ 2. R – Reform หรือปฏิรูปภาครัฐ 3. U – Upgrade หรือยกระดับทุนมนุษย์ 4. S – Sustain หรือบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และ 5. T – Transfer หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ด้านประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) แบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. เสริมสร้างมาตรฐานและธรรมาภิบาล ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างกฎหมายและนโยบายให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล 2. เพิ่มพูนความรู้และพัฒนาศักยภาพ ด้วยการเปิดทางให้ไทยเข้าถึงคลังงานวิจัย องค์ความรู้ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รวมถึงสนับสนุนวิชาการ เพื่อพัฒนาบุคลากรและระบบฐานข้อมูลในการกำหนดนโยบายสาธารณะ และ 3. เพิ่มบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ

Back to top button