“คลัง” ถกกว่า 28 บริษัทชั้นนำสหรัฐ ชูมาตรการ STI หนุนลงทุน–เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ

“อาร์ชวัส” ผู้แทน “เอกนิติ” หารือสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน พร้อมบริษัทชั้นนำกว่า 28 แห่ง นำเสนอมาตรการ STI ชูสินเชื่อโซลาร์ภาคประชาชน ดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี และเตรียมเสนอโครงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า MTC EV++


นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้แทน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดการประชุมระหว่างกระทรวงการคลังกับสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (US-ASEAN Business Council หรือ USABC) โดยนำเสนอทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งความผันผวนของราคาพลังงานและราคาน้ำมัน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ซึ่งล้วนส่งผลต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเน้นย้ำถึงความพร้อมของประเทศไทยในการปรับตัวและรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ ๆ ผ่านมาตรการ STI (Stabilize-Transition-Invest) เพื่อวางรากฐานการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตระลอกใหม่ (Second Take-off) อย่างแข็งแกร่ง

สำหรับมาตรการด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition) สอดรับกับนโยบายภาพใหญ่ของรัฐบาลที่กำลังเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานโลก ผ่านการผลักดันโครงการสินเชื่อโซลาร์ภาคประชาชน อัตราดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี นอกจากนี้ ยังเตรียมเสนอโครงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าดับเบิลพลัส (MTC EV++) เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)

ขณะเดียวกัน การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสในการรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนสหรัฐฯ เพื่อหาแนวทางส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดยมีผู้แทนจากบริษัทชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมกว่า 28 แห่ง

บริษัทที่เข้าร่วมหารือ ได้แก่ Abbott, Amazon, American Express, Apple, Bitdeer, Boeing, Chevron, Chubb, Samaggi Insurance, FedEx, Ford, Google, Mastercard, Visa และ SC Johnson เป็นต้น

นายอาร์ชวัส กล่าวเพิ่มเติมว่า โอกาสในการต่อยอดความร่วมมือและการลงทุนในอนาคตระหว่างภาครัฐไทยกับภาคเอกชนสหรัฐฯ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยยกระดับนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ทั้งสองภูมิภาคในระยะยาว

Back to top button