
“เอกนิติ” ชู Investment-led Growth ดึงทุนโลก ปั้นเศรษฐกิจไทยโตเกิน 3%
“เอกนิติ” เปิดเป้า Reinvent Thailand ดันเศรษฐกิจไทยโตเกิน 3% เพิ่มสัดส่วนลงทุนเป็น 30% ของ GDP ยกระดับการแข่งขันติด Top 20 โลก ชู BOI ดึงลงทุนจริงโต 27% พร้อมเดินหน้า Skill Bridge ยกระดับแรงงานไทย และยืนยันไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะเกิน 70%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมสนทนาถึงแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การดึงดูดการลงทุน การรักษาวินัยการคลัง และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
นายเอกนิติ กล่าวว่า ภายหลังประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF–World Bank นานาชาติกลับมาให้ความสนใจประเทศไทยมากขึ้น โดยรัฐบาลต้องการใช้โอกาสดังกล่าวสร้างความเชื่อมั่นและแสดงศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก หรือ Trusted Connector ท่ามกลางสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มแบ่งขั้วมากขึ้น
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านความเป็นกลางและสามารถดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ ได้ จึงเป็นโอกาสในการดึงดูดเงินลงทุนจากบริษัทที่ต้องการกระจายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ ยอมรับว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีลักษณะเป็นรูปตัว K หรือ K-shaped Economy ซึ่งสะท้อนความแตกต่างระหว่างภาคเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดีกับกลุ่มที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจ
“หน้าที่ผมในฐานะดูแลเรื่องเศรษฐกิจ ผมต้องเปลี่ยน K ให้เป็น V ให้ได้ คือดึงขาล่างขึ้นมา” นายเอกนิติ กล่าว
โดยรัฐบาลจะใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมโยงธุรกิจไทย ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และแรงงานเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อให้การเติบโตไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือภาคเศรษฐกิจบางกลุ่ม
- ตั้งเป้า GDP โตเกิน 3% ดันลงทุนแตะ 30% ของเศรษฐกิจ
นายเอกนิติ เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูง โดยการเติบโตต้องกระจายไปสู่ภาคธุรกิจ แรงงาน และประชาชนอย่างทั่วถึง ไม่ใช่การเพิ่มรายได้เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
รัฐบาลจึงกำหนดเป้าหมายหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การผลักดันอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้สูงกว่า 3% การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจากปัจจุบันประมาณ 22% เป็น 30% ของ GDP และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจากอันดับ 26 ขึ้นสู่กลุ่ม 20 อันดับแรกของโลกภายในระยะเวลาประมาณ 3–4 ปี
ทั้งนี้ การลงทุนจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโต หรือ Investment-led Growth โดยรัฐบาลจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดผลสำเร็จของอุตสาหกรรมเป้าหมาย 7 สาขาอย่างชัดเจน
อุตสาหกรรมดังกล่าวครอบคลุมทั้งธุรกิจใหม่ เช่น AI อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงการยกระดับอุตสาหกรรมเดิมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ ได้แก่ เกษตรสมัยใหม่ อาหารแปรรูป และบริการด้านสุขภาพและสุขภาวะ (Wellness)
นายเอกนิติ ระบุว่า การยกระดับภาคเกษตรสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก ขณะที่ภาคบริการสามารถพัฒนาจากการรักษาพยาบาลไปสู่ธุรกิจ Wellness และ Longevity โดยเชื่อมโยงกับการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพและสมุนไพรไทย
รัฐบาลเตรียมให้ภาคเอกชนในแต่ละอุตสาหกรรมประกาศเป้าหมายและตัวชี้วัดของตนเอง เพื่อให้สามารถติดตามผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม
- ปรับ KPI ใหม่ BOI วัดลงทุนจริง–จ้างงาน–พัฒนาทักษะ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ปรับแนวทางประเมินผลการส่งเสริมการลงทุน จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน มาเน้นมูลค่าการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง การจ้างงานคนไทย การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน
โดยระบุว่า ตัวเลขการลงทุนจริงในประเทศไทย ณ ไตรมาส 3 เติบโตประมาณ 27% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งแก้ไขอุปสรรคผ่านมาตรการ Thailand Fast Pass ขณะที่โครงการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมตั้งแต่ต้นปีมีการจ้างงานประมาณ 120,000 คน
นอกจากนี้ ยังมีการสร้างโอกาสเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 600,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่รัฐบาลใช้ประเมินผลของการส่งเสริมการลงทุน
สำหรับการพัฒนาทักษะแรงงาน รัฐบาลกำลังผลักดันโครงการ Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงความต้องการบุคลากรของนักลงทุนกับระบบการศึกษาและการฝึกอบรม โดยกำหนดให้การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศต้องสร้างประโยชน์ต่อแรงงานไทยควบคู่กัน
นายเอกนิติ ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceiver) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยระบุว่ามีผู้ประกอบการระดับโลกขยายการลงทุนในประเทศไทย พร้อมแผนจ้างงานจำนวนมาก และมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทยในการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัย
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการให้การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างบุคลากรไทยที่มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มากกว่าการใช้ประเทศไทยเป็นเพียงฐานการผลิต
- ย้ำวินัยการคลัง ไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะเกิน 70%
สำหรับแนวทางบริหารฐานะการคลัง นายเอกนิติ ยืนยันว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยการคลัง โดยเปรียบเทียบเสถียรภาพทางการคลังและการเงินเป็นเสมือนกองหลังของทีมเศรษฐกิจ ซึ่งมีหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและรักษาต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับเหมาะสม
นายเอกนิติ ระบุว่า การขาดดุลการคลังของไทยลดลงจากระดับที่เคยคาดการณ์ไว้ 4.4% ของ GDP เหลือประมาณ 3.4% ของ GDP ในปีงบประมาณที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนการบริหารรายได้และรายจ่ายที่ดีขึ้น
พร้อมระบุว่า การรักษาวินัยการคลังเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการประเมินความน่าเชื่อถือของประเทศ
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 2% ณ ช่วงเวลาที่ให้สัมภาษณ์ ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศที่นำมาเปรียบเทียบ สะท้อนต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐที่อยู่ในระดับต่ำ
สำหรับหนี้สาธารณะของไทยซึ่งอยู่ที่ประมาณ 67–68% ของ GDP รัฐบาลมีเป้าหมายควบคุมและทยอยลดสัดส่วนดังกล่าว โดยยืนยันว่าจะไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70% ของ GDP
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังจะเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ โดยนำระบบดิจิทัลมาใช้เพิ่มความครอบคลุมของฐานภาษี และสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้เสียภาษีในระบบกับผู้ที่ยังอยู่นอกระบบ
- แจงขึ้นภาษีรถนำเข้า ปกป้องฐานผลิตไทย–เพิ่มรายได้รัฐ
นายเอกนิติ กล่าวถึงการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์นำเข้าว่า มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนและตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไทยหรือบริษัทต่างชาติ
เนื่องจากผู้ประกอบการเหล่านี้มีส่วนสร้างการจ้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน และเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่การนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปจำนวนมากอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตในประเทศ การปรับภาษีดังกล่าวจึงมีเป้าหมายทั้งการสนับสนุนฐานการผลิตในประเทศไทยและการเพิ่มรายได้ภาครัฐ
ส่วนการจัดเก็บภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) ซึ่งกำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำสำหรับบริษัทข้ามชาติที่เข้าเกณฑ์ไว้ที่ 15% นายเอกนิติ ระบุว่า เป็นการดำเนินการตามกติกาภาษีระหว่างประเทศ โดยไทยมีรายได้จากมาตรการดังกล่าวประมาณ 10,000 ล้านบาท
สำหรับมาตรการภาษีที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางทางอากาศ นายเอกนิติ อธิบายว่า รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาจังหวะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากราคาน้ำมันและต้นทุนการเดินทางที่ปรับสูงขึ้นอาจกระทบต่อการท่องเที่ยว จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างรายได้ภาษีกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวและการจ้างงาน
- กางแผนเงินกู้ 2 แสนล้าน ลงทุนพลังงานสะอาด–ระบบไฟฟ้า–พัฒนาคน
นายเอกนิติ กล่าวถึงกรอบเงินกู้ 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจว่า รัฐบาลมุ่งใช้เงินลงทุนใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้า การเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคขนส่ง และการพัฒนาทักษะแรงงาน
ในส่วนของระบบไฟฟ้า รัฐบาลต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ผ่านการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับครัวเรือน
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน พร้อมเปิดโอกาสให้ครัวเรือนที่ผลิตไฟฟ้าได้เกินความต้องการสามารถขายไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบได้
อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายจำเป็นต้องลงทุนพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) เพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าจากประชาชน
นายเอกนิติ ระบุว่า ในส่วนที่มีการอนุมัติแล้วมีวงเงินประมาณ 70,000 ล้านบาท แบ่งเป็นมาตรการสนับสนุนประชาชนประมาณ 50,000 ล้านบาท และการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าประมาณ 20,000 ล้านบาท ขณะที่ยังมีโครงการอื่นอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยกรอบลงทุนด้านไฟฟ้าอาจมีวงเงินใกล้เคียง 100,000 ล้านบาท
สำหรับภาคขนส่ง รัฐบาลเตรียมส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกเพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน โดยให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น E20 และ B20 ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรถบรรทุกและรถกระบะ ซึ่งเป็นกลุ่มยานยนต์ที่มีการใช้งานจำนวนมาก และเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ
ส่วนการพัฒนาทักษะแรงงาน รัฐบาลมีแนวทางนำข้อมูลผู้มีรายได้น้อยจากระบบสวัสดิการภาครัฐมาใช้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย โดยระบุว่ามีประชาชนวัยทำงานอายุประมาณ 20–60 ปี ที่มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี ราว 6 ล้านคน ซึ่งสามารถนำเข้าสู่โครงการฝึกอบรมและยกระดับทักษะร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงแรงงาน
ทั้งนี้ การฝึกอบรมจะเชื่อมโยงกับความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงบุคลากรด้านการติดตั้งและดูแลระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานและสร้างรายได้ให้ประชาชน
นายเอกนิติ ย้ำว่า การใช้วงเงินตามกรอบดังกล่าวจะคำนึงถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และวินัยการคลัง โดยไม่จำเป็นต้องใช้วงเงินทั้งหมดหากโครงการยังไม่มีความพร้อมหรือไม่เกิดความคุ้มค่า
- เตรียมปฏิรูปกระทรวงคลัง ชู “สติดี” เปิดข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างย้อนหลัง 5 ปี
นายเอกนิติ เปิดเผยอีกว่า กระทรวงการคลังเตรียมปรับรูปแบบการทำงานของหน่วยงานในสังกัดให้เป็นต้นแบบการปฏิรูประบบราชการ ภายใต้แนวคิด “สติดี” ซึ่งประกอบด้วยการสร้างเสถียรภาพ การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ และการส่งเสริมการลงทุน ควบคู่กับการเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ
สำหรับการปรับปรุงระบบราชการ จะให้ความสำคัญกับหลักการ DEE ได้แก่ Disclosure หรือการเปิดเผยข้อมูล Easy หรือการทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐได้ง่ายขึ้น และ Efficiency and Effectiveness หรือการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงาน
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการเตรียมเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐย้อนหลัง 5 ปี ผ่านกรมบัญชีกลาง เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และฝ่ายตรวจสอบสามารถเข้าถึงข้อมูลและนำไปวิเคราะห์ได้
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังจะขยายการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการให้บริการประชาชน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และปรับบทบาทภาครัฐให้มุ่งดำเนินภารกิจที่จำเป็นและสร้างประโยชน์อย่างแท้จริง
นายเอกนิติ กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูลและนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยเพิ่มความโปร่งใส เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายร่วมตรวจสอบและเสนอแนวทางปรับปรุงการบริหารการคลังของประเทศ
- ผนึกเอกชน 7 อุตสาหกรรม ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง
นายเอกนิติ กล่าวทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อน Reinvent Thailand จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเปรียบเทียบภาคเอกชนใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นกองหน้าที่สร้างการเติบโต ขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่เป็นกองกลาง สนับสนุนการลงทุน บุคลากร และการปลดล็อกกฎระเบียบ ส่วนเสถียรภาพทางการคลังและการเงินเป็นกองหลังที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้ระบบเศรษฐกิจ
รัฐบาลจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการศึกษาและแรงงาน เพื่อพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม รวมถึงสนับสนุน SME ให้เข้าถึงโอกาสทางธุรกิจและแหล่งเงินทุนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังยังร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและข้อจำกัดด้านสินเชื่อของ SME ผ่านมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น SME Credit Boost และโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจฐานราก
นายเอกนิติ ย้ำว่า เป้าหมายของการยกเครื่องเศรษฐกิจไทยไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลข GDP แต่ต้องสร้างการเติบโตที่กระจายไปสู่ภาคธุรกิจและประชาชน โดยใช้การลงทุนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างงาน เพิ่มรายได้ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

