4 หุ้นอิเล็กฯ ร่วง! SMT นำดิ่ง 5% กังวลต้นทุนชิปพุ่ง-ลงทุน AI

หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวลงทั่วหน้า นำโดย SMT ร่วง 5.11% ตามด้วย CCET-DELTA-KCE ท่ามกลางความกังวลต้นทุนชิปหน่วยความจำและความคุ้มค่าการลงทุน AI ขณะที่นักลงทุนจับตาผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และตัวเลขจ้างงานเดือนตุลาคม


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 พ.ย.69) ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวลดลงในช่วงเช้า โดย ณ เวลา 10:59 น. นำโดยบริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 6.50 บาท ลบ 0.35 บาท หรือ 5.11% สูงสุดที่ระดับ 6.90 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 6.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 181.18 ล้านบาท

บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA อยู่ที่ระดับ 187.00 บาท ลบ 5.00 บาท หรือ 2.60% สูงสุดที่ระดับ 190.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 186.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,565.95 ล้านบาท

บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 7.50 บาท ลบ 0.20 บาท หรือ 2.60% สูงสุดที่ระดับ 7.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 7.40 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 242.79 ล้านบาท

บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 66.25 บาท ลบ 0.25 บาท หรือ 0.38% สูงสุดที่ระดับ 67.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 64.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,061.50 ล้านบาท

สำหรับบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีต่างประเทศ ตลาดยังคงเผชิญความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตและความคุ้มค่าของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะกรณีของ Apple ที่ส่งสัญญาณว่าต้นทุนชิปหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ครอบคลุมช่วงเทศกาลปลายปี แม้บริษัทจะรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและผู้ผลิตชิปในตลาดสหรัฐฯ บางส่วนเริ่มมีแรงซื้อกลับ โดยหุ้น Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.6% ขณะที่ Nvidia เพิ่มขึ้น 2.3% หลังจากปรับตัวลดลงติดต่อกัน 4 วันทำการ ส่วน Microsoft และ Amazon ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% เช่นเดียวกับ Advanced Micro Devices (AMD) ที่ปรับตัวขึ้นก่อนการเปิดเผยผลประกอบการภายหลังตลาดปิดทำการ

ทั้งนี้ แรงซื้อกลับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเกิดขึ้นภายหลังดัชนี Nasdaq 100 ปรับตัวลงมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม สะท้อนความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่อาจยังไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดและผลตอบแทนได้ตามความคาดหวังในระยะสั้น

ขณะเดียวกัน แม้ดัชนี S&P 500 จะปิดตลาดในแดนบวก แต่ภาพรวมการซื้อขายยังคงมีความเปราะบาง โดยจำนวนหุ้นที่ปรับตัวลดลงมีมากกว่าหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ 6 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปิดในแดนลบ นำโดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ลดลง 1.76% และกลุ่มวัสดุ ลดลง 1.75% สะท้อนแรงขายที่ยังคงกระจายตัวในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดดุลอำนาจในสภาคองเกรส และอาจส่งผลต่อความสามารถในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงเวลาที่เหลือของการดำรงตำแหน่ง โดยผลการเลือกตั้งยังอยู่ระหว่างการติดตาม

สำหรับปัจจัยเศรษฐกิจสำคัญในระยะถัดไป นักลงทุนเตรียมติดตามการเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ประจำเดือนตุลาคม ซึ่งมีกำหนดรายงานในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางตลาดแรงงาน แนวโน้มเศรษฐกิจ และการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

Back to top button