“คลัง” กางแผนรีดภาษีอีวี 3 ขั้น–หวังดึงค่ายรถตั้งโรงงานเพิ่ม

“ลวรณ” กางภาษี EV บันได 3 ขั้น ขึ้นภาษีนำเข้า 35% จูงใจค่ายยานยนต์ตั้งโรงงานในไทยเพิ่ม เผยเตรียมหารือ ส.อ.ท. กำหนดเกณฑ์ Local Content ให้มีความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้ หวังค่ายรถปรับตัวภายใน 3 ปี – บังคับใช้ชิ้นส่วนในประเทศเกิน 40%


นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศอย่างชัดเจนมากขึ้น ผ่านมาตรการส่งเสริม ทั้งมาตรการส่งเสริมรถกระบะพลังงานสะอาด และการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านและลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

ล่าสุด กรมสรรพสามิตเตรียมเสนอขอจัดสรรเงิน 6,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการรถเก่าแลกรถกระบะใหม่ โดยเสนอใช้เงินจากวงเงินกู้ส่วนที่ 2 จำนวน 200,000 ล้านบาท ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 หรือ พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท

รถกระบะใหม่ที่จะเข้าร่วมโครงการต้องรองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี20 (B20) เท่านั้น เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกและกระตุ้นการผลิตรถกระบะในประเทศ

อีกทั้ง รถเก่าที่รับมาจากโครงการแลกรถใหม่จะต้องนำมาทำลายและรีไซเคิลภายในประเทศไทยทั้งหมด โดยไม่มีการส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งเบื้องต้นจากการสำรวจศักยภาพของโรงงานรีไซเคิลในประเทศพบว่ามีความพร้อม และมีกำลังการผลิต (Capacity) เพียงพอที่จะรองรับการรีไซเคิลซากรถยนต์ได้ประมาณ 10,000 คันต่อปี

ขณะเดียวกัน กระบวนการกำจัดจะใช้วิธีบีบอัดและคัดแยกเฉพาะชิ้นส่วนที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่น เศษเหล็กและเศษโลหะ เพื่อต่อยอดหรือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อไป

สำหรับประเด็นโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเกณฑ์ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ทางกรมสรรพสามิตได้วางยุทธศาสตร์เป็นบันได 3 ขั้น ดังนี้

บันไดขั้นที่ 1 คือ การสร้างการยอมรับและดึงดูดการลงทุน (EV 3.0 และ EV 3.5) ซึ่งสามารถจูงใจผู้ผลิตต่างชาติ โดยเฉพาะค่ายรถยนต์จากประเทศจีนให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยได้แล้ว 8 โรงงาน

ขณะที่บันไดขั้นที่ 2 คือ การปรับขึ้นภาษีรถนำเข้าสำเร็จรูป (CBU) จาก 10% เป็น 35% ซึ่งเมื่อรวมภาษีทั้งหมดจะคิดเป็นอัตราสุทธิสูงถึง 49% ทำให้รถนำเข้าไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตรายใหม่เลือกนำเข้าแทนการลงทุนตั้งโรงงาน ซึ่งหลังจากการปรับขึ้นภาษีดังกล่าว ล่าสุดมีค่ายรถยนต์โรงงานที่ 9 และ 10 เข้ามาเจรจาเพื่อตั้งโรงงานในไทยแล้ว

ส่วนบันไดขั้นที่ 3 คือ การบังคับใช้เกณฑ์ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยจะยกเลิกเกณฑ์องค์การการค้าโลก (WTO) เดิมที่เคยอนุญาตให้นำกำไรหรือค่าน้ำค่าไฟมานับรวม แต่จะเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์ MIT (Made in Thailand) ที่วัดจากชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศจริง เช่น เบาะ ประตู กระจก และยาง เป็นต้น

นายลวรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในสัปดาห์นี้ กรมสรรพสามิตจะเข้าหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อกำหนดเกณฑ์ Local Content ให้มีความชัดเจน เพื่อให้ค่ายรถยนต์มีเวลา 3 ปีในการวางแผนและปรับปรุงสายการผลิต

ด้านโครงสร้างภาษี EV ในอนาคตจะถูกแบ่งออกเป็น 3 อัตรา ได้แก่ เรตต่ำสุด 10% สำหรับผู้ที่มีโรงงานในไทยและใช้ชิ้นส่วนผ่านเกณฑ์ MIT เรตกลาง (ค่ากลาง) 15–20% สำหรับผู้ที่มีโรงงานในไทยแต่ใช้ชิ้นส่วนไม่ถึงเกณฑ์ ซึ่งมองว่าสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่เหมาะสมต้องมากกว่า 40% และเรตสูงสุด 35% (สุทธิ 49%) สำหรับรถนำเข้าทั้งคัน

“การปรับขึ้นภาษี และการกำหนดเกณฑ์เหล่านี้เป็นขั้นตอนที่สรรพสามิตได้วางแผนไว้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น ไม่ได้รับแรงกดดัน และไม่ได้ทำเพื่อเอาใจค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นแต่อย่างใด” นายลวรณ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำคัญของนโยบายข้างต้น รัฐบาลต้องการให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรม EV โดยไม่ยอมรับโรงงานที่นำเข้าชิ้นส่วนทั้งหมดมาประกอบเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น นโยบายภาษีบันได 3 ขั้นของกระทรวงการคลังตามที่กล่าวข้างต้น จะเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยบรรเทาปัญหาด้านราคาประกันภัยและภาระค่าอะไหล่รถยนต์ EV ในระยะยาว พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน

Back to top button