
GULF อวดกำไร Q3 โต 28% ทะลุ 9.29 พันล้าน สูงกว่าคาด บุ๊กส่วนแบ่ง AIS-รายได้ขายไฟหนุน
GULF โชว์กำไรไตรมาส 3/69 แตะ 9.29 พันล้านบาท โต 28% สูงกว่าคาด รับธุรกิจก๊าซธรรมชาติ-พลังงานหมุนเวียนแกร่ง พร้อมส่วนแบ่งกำไรจาก Jackson Generation และ ADVANC หนุน มั่นใจรายได้ปีนี้โตตามเป้า 12–15% เดินหน้า COD โรงไฟฟ้าใหม่กว่า 600 เมกะวัตต์ในปี 2570
นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 9,289 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ทำได้ 7,274 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) อยู่ที่ 9,045 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้รวม 52,809 ล้านบาท เติบโต 75% ส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ทำได้ 15,265 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงาน โดยโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สูงขึ้น ดัน Load Factor เฉลี่ยเพิ่มเป็น 72% ส่วนโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) รับรู้ส่วนแบ่งกำไร 350 ล้านบาท โต 61% หลังพ้นช่วงหยุดซ่อมบำรุงในปีก่อน และกลุ่ม GJP มีกำไร 562 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตาม Load Factor ของโรงไฟฟ้า GUT และ GNS ที่ปรับสูงขึ้นเป็น 18% และ 37% ตามลำดับ ขณะที่โครงการ Jackson Generation ในสหรัฐฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร 932 ล้านบาท พุ่งขึ้น 67% จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มเป็นเฉลี่ย 329 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เพื่อรองรับดีมานด์ของกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยเฉพาะช่วงคลื่นความร้อนสูง
ด้านธุรกิจพลังงานหมุนเวียน GULF รับรู้กำไรเพิ่มขึ้นจากโซลาร์ฟาร์มและระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) รวม 14 โครงการ กำลังผลิต 1,379 เมกะวัตต์ (เทียบกับปีก่อนที่มี 5 โครงการ 532 เมกะวัตต์) รวมทั้งรับรู้กำไรจากพลังงานลมกลุ่ม Gulf Gunkul จำนวน 319 ล้านบาท โต 38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามความเร็วลมเฉลี่ยที่เพิ่มเป็น 6.5 เมตร/วินาที ขณะที่โรงไฟฟ้าลม MKW ในเวียดนามได้ปรับขึ้นราคาขายไฟฟ้าเป็น 7.2 เซนต์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง และสัดส่วนการถูกจำกัดการจ่ายไฟฟ้า (Curtailment) ลดลงเหลือ 1%
ส่วนธุรกิจทรัพยากรมีผลประกอบการดีขึ้น จากการนำเข้าก๊าซ LNG สะสม 9 เดือนแรกจำนวน 56 ลำ (รวม 3.7 ล้านตัน) แม้ PTT NGD จะมีส่วนแบ่งกำไรลดลง 7% เหลือ 184 ล้านบาทจากผลขาดทุนตราสารอนุพันธ์ ด้านธุรกิจดิจิทัลกลุ่ม Gulf Edge พลิกกลับมาทำกำไรหลังเปิดบริการศูนย์ข้อมูล GSA01 เต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันบริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC จำนวน 4,443 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการและยอดขายมือถือที่เติบโตขึ้น รวมถึงรับเงินปันผลจาก ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK สูงขึ้น ส่งผลให้เงินปันผลรับรวมอยู่ที่ 474 ล้านบาท ทั้งนี้ ณ 30 ก.ย. 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 841,610 ล้านบาท หนี้สินรวม 478,774 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงมาอยู่ที่ 1.02 เท่า
ทั้งนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้และ EBITDA ในปี 2569 ที่ 12-15% โดยมองว่าไตรมาส 4/2569 จะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการเตรียม COD โซลาร์ฟาร์มและ BESS เพิ่มเติมอีก 4 โครงการ (373 เมกะวัตต์) โครงการรูฟท็อป GULF1 อีก 30 เมกะวัตต์ รวมถึงเป็นช่วงไฮซีซั่นของโรงไฟฟ้าพลังงานลมทั้งในประเทศไทยและโครงการ BKR2 ในประเทศเยอรมนี
สำหรับปี 2570 GULF มีกำหนด COD โรงไฟฟ้าใหม่กว่า 600 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โซลาร์ฟาร์ม 133 เมกะวัตต์ พลังงานลม 376 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 118 เมกะวัตต์ และโรงงานผลิตเชื้อเพลิง SRF รวมถึงเตรียมเปิดให้บริการมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน–นครราชสีมา (M6) ในไตรมาส 2/2570 ตลอดจนศูนย์ข้อมูล GSA02 และ GEDC01 ภายในปีเดียวกัน ส่วนในระยะยาว บริษัทพร้อมคว้าโอกาสจากร่างแผน PDP 2026 โครงการ Direct PPA และเดินหน้าลุยธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คลาวด์ และ AI เต็มรูปแบบเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก LSEG Consensus ระบุว่า นักวิเคราะห์ประเมินผลการดำเนินงานของ GULF ในไตรมาส 3/2569 จะมีรายได้รวมอยู่ที่ 47,052 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 8,991.64 ล้านบาท ขณะที่ประมาณการผลการดำเนินงานตลอดปี 2569 คาดว่าจะมีรายได้รวม 148,443.05 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 36,223.13 ล้านบาท โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 76.25 บาทต่อหุ้น จากการประเมินของนักวิเคราะห์ 13 บริษัทหลักทรัพย์

