GPSC กำไร Q3 ลด 9% เหลือ 1.59 พันล้าน เซ่นต้นทุนเชื้อเพลิงกดดันมาร์จิ้น

GPSC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 อยู่ที่ 1,592 ล้านบาท ลดลง 9% จากปีก่อน แม้รายได้เพิ่มขึ้น 2% แตะ 21,972 ล้านบาท หลังต้นทุนก๊าซธรรมชาติและถ่านหินสูงขึ้น กดดันกำไรโรงไฟฟ้า SPP ขณะที่งวด 9 เดือนกำไรโต 5% แตะ 5,130 ล้านบาท


บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 1,592 ล้านบาท ลดลง 8.61% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,742 ล้านบาท และลดลง 12.48% จากไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,819 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 21,972 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.91% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 21,561 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 1.19% จากไตรมาสก่อนที่มีรายได้ 21,714 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 4,594 ล้านบาท ลดลง 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 13% จากไตรมาสก่อน ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติหลังปรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง และค่าตัดจำหน่ายจากการเข้าซื้อกิจการ GLOW อยู่ที่ 1,788 ล้านบาท ลดลง 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้กำไรสุทธิไตรมาส 3/69 ปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อน มาจากกำไรขั้นต้นที่ลดลง 682 ล้านบาท หรือ 12% เหลือ 5,093 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติและถ่านหินปรับตัวเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าการปรับเพิ่มของค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรจากการจำหน่ายไฟฟ้าปรับตัวลดลง ประกอบกับปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมลดลงตามแผนการผลิตของลูกค้า

ขณะเดียวกัน กลุ่มโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) มีกำไรขั้นต้นลดลง โดยโรงไฟฟ้าห้วยเหาะมีปริมาณการส่งไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลดลง เพื่อให้สอดคล้องกับแผนบริหารจัดการระดับน้ำ ส่วนโรงไฟฟ้าโกลว์ไอพีพีมีรายได้จากส่วนต่างค่าเชื้อเพลิงลดลงตามปริมาณการเรียกรับไฟฟ้าของ กฟผ. ขณะที่โรงไฟฟ้าเก็คโค่-วันมีรายได้ค่าความพร้อมจ่ายลดลงตามปัจจัยฤดูกาล

นอกจากนี้ กลุ่มโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และธุรกิจอื่นมีกำไรขั้นต้นลดลง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไต้หวัน ภายหลังบริษัทจำหน่ายหุ้นใน Sheng Yang Energy Company Limited (SYE) ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2569

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 3/69 บริษัทรับรู้กำไรจากการจำหน่ายหุ้นสัดส่วน 90% ใน SYE จำนวน 257 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรหลังหักภาษี 222 ล้านบาท รวมถึงรับรู้รายได้จากการจำหน่ายสิทธิในการใช้สินทรัพย์สำรองให้แก่บริษัทคู่สัญญาอีก 267 ล้านบาท ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นบางส่วน

ส่วนเงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าอยู่ที่ 100 ล้านบาท ลดลง 42% จากไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากผลประกอบการของ Avaada Energy Private Limited (AEPL) ในอินเดียที่ลดลงตามปัจจัยฤดูกาล และผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งในไต้หวัน (CFXD) ที่ได้รับเงินชดเชยตามเงื่อนไขการรับประกันความพร้อมใช้งานของกังหันลมลดลง ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี (XPCL) มีผลประกอบการดีขึ้นตามปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 5,130 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.67% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4,901 ล้านบาท แม้รายได้รวมลดลง 7.83% มาอยู่ที่ 60,326 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 65,451 ล้านบาท

ปัจจัยสนับสนุนกำไรสุทธิงวด 9 เดือนมาจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 591 ล้านบาท หรือ 15% เหลือ 3,322 ล้านบาท หลังบริษัทชำระคืนเงินกู้บางส่วนและได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง ขณะที่เงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าเพิ่มขึ้น 316 ล้านบาท หรือ 91% มาอยู่ที่ 662 ล้านบาท

โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีที่มีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นตามปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น หลังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำไหลเข้าจากประเทศจีนและปริมาณฝนในช่วงครึ่งแรกของปีที่สูงกว่าปีก่อน รวมถึงการรับรู้กำไรพิเศษจากการปรับมูลค่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจากการรีไฟแนนซ์เงินกู้จำนวน 204 ล้านบาทในไตรมาส 1/69

นอกจากนี้ โครงการ CFXD มีผลประกอบการดีขึ้นจากการรับรู้เงินชดเชยตามเงื่อนไขการรับประกันความพร้อมใช้งานของกังหันลม และประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่บริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิงวด 9 เดือน จำนวน 325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้านฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 256,683 ล้านบาท หนี้สินรวม 138,673 ล้านบาท โดยเป็นหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย 102,922 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 118,010 ล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.69 เท่า ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบนโยบายทางการเงินของบริษัท

Back to top button