EPG แย้มออเดอร์ชิ้นส่วน “ยานยนต์ EV-รถญี่ปุ่นรุ่นใหม่” เพิ่ม! โบรกชี้กำไรปี 69 แตะพันล้าน

EPG ประกาศโอกาสขยายกำลังผลิตในสหรัฐฯ ด้วยพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปติดโรงงานเดิม หนุนเริ่มผลิตทันที ลดความเสี่ยงซัพพลายเชน พร้อมชูตลาดสหรัฐฯ–ไทยแข็งแกร่ง พร้อมแย้มรับคำสั่งซื้อชิ้นส่วน “ยานยนต์ EV-รถญี่ปุ่นรุ่นใหม่"คาดผลประกอบการปี 2569 เป็นไปตามแผน เติบโตอย่างยั่งยืน ด้านบล.ดาโอคาดกำไรแตะ 1,000 ล้านบาท


ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG เปิดเผยว่า บริษัทมองเห็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ในการขยายกำลังการผลิตในสหรัฐอเมริกา หลังได้รับพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปติดกับโรงงานเดิม ซึ่งเดิมเป็นของผู้ประกอบการรายอื่นที่ย้ายฐานการผลิตเพื่อขยายธุรกิจ ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวพร้อมใช้งานทันที ช่วยให้ EPG สามารถติดตั้งเครื่องจักรและเริ่มการผลิตได้โดยไม่ต้องรอการก่อสร้างใหม่

สำหรับการได้มาซึ่งพื้นที่โรงงานดังกล่าวถือเป็น “จังหวะที่เหมาะสม” ซึ่งจะช่วยให้บริษัทขยายกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งลดความเสี่ยงด้านการนำเข้าวัตถุดิบ เนื่องจากปัจจุบัน EPG ยังต้องนำเข้าวัตถุดิบบางส่วนจากต่างประเทศเพื่อนำไปแปรรูปในสหรัฐฯ หากสามารถเพิ่มกระบวนการผลิตวัตถุดิบในพื้นที่ได้ จะช่วยเสริมความมั่นคงของซัพพลายเชนในระยะยาว

ทั้งนี้ ภายหลังสหรัฐฯ มีการประกาศแนวโน้มปรับขึ้นภาษีนำเข้าในเดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัทได้เร่งจัดส่งวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปไปยังสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีสต๊อกเพียงพอรองรับการผลิตไปจนถึงสิ้นปีบัญชีปัจจุบัน ส่งผลให้ตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดหลักที่สร้างรายได้ให้กับ EPG อย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ตลาดในประเทศยังคงมีความต้องการแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าโครงการและตลาดทดแทน (Replacement) ในธุรกิจฉนวนกันความร้อน ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของโครงการ Data Center ที่มีการใช้ฉนวนในปริมาณสูง ทั้งในระบบพื้น ผนัง และระบบท่อลม ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ฉนวนหุ้มท่อ 4 ด้านของบริษัท ซึ่งมีปริมาณการใช้มากกว่าระบบเดิม ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ แม้อุตสาหกรรมโดยรวมยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่ EPG ยังได้รับคำสั่งซื้อในกลุ่มชิ้นส่วนน้ำหนักเบา โดยเฉพาะจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นรุ่นใหม่ อาทิ รถกระบะและรถยนต์เชิงพาณิชย์ รวมถึงธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านบริษัทร่วมทุนในประเทศไทย ซึ่งบริษัทถือหุ้น 51% และยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะในแอฟริกาใต้ บริษัทฯยอมรับว่าในช่วงก่อนหน้าประสบปัญหาด้านประสิทธิภาพการผลิตจากข้อจำกัดด้านทักษะแรงงาน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบสินค้า อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทยเข้าไปปรับปรุงกระบวนการผลิตและระบบการทำงาน ส่งผลให้ประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และปัญหาการผลิตเริ่มคลี่คลาย โดยในช่วงล่าสุดไม่มีการตั้งสำรองผลขาดทุนเพิ่มเติม

นอกจากนี้ EPG ได้จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ในแอฟริกาใต้ ภายใต้ชื่อ ASA Class South Africa โดยถือหุ้น 100% เพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นรายใหม่ พร้อมใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางภาษีในการส่งออกไปยังยุโรป ซึ่งคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้อย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

ขณะที่ธุรกิจในออสเตรเลีย บริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยแบรนด์ TJM ยังคงมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในกลุ่มรถออฟโรด ขณะที่แบรนด์ระบบช่วงล่างใหม่มีอัตราการเติบโตและอัตรากำไรที่ดี พร้อมกันนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการควบคุมค่าใช้จ่าย ปรับโครงสร้างสาขา และบริหารต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว

ดร.เฉลียว กล่าวย้ำว่า แม้การลงทุนในต่างประเทศต้องใช้เวลาในการปรับตัวและฟื้นฟู แต่ธุรกิจหลักด้านฉนวนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยพยุงผลประกอบการของกลุ่ม EPG โดยบริษัทคาดว่าผลประกอบการปีนี้จะเติบโตดีกว่าปีก่อน และยังคงเดินหน้าบริหารต้นทุน เสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ควบคู่กับการปรับโครงสร้างธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“ภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทในรอบปีบัญชีปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม โดยบริษัทประเมินว่า ผลการดำเนินงานตลอดปี 2569 จะเป็นไปตามแผนที่วางไว้” ดร.เฉลียว กล่าวทิ้งท้าย

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 1.17 พันล้านบาท เติบโต 48% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน จากเดิมที่คาดไว้ 1.09 พันล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการปรับลดการตั้งสำรอง ECL เหลือ 75 ล้านบาท จากเดิม 150 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ไว้ที่ 1.2 พันล้านบาท เติบโต 5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน โดยกำไรปกติในงวดครึ่งแรกของปี 2569 คิดเป็น 49% ของทั้งปี

สำหรับแนวโน้มกำไรปกติในงวดครึ่งหลังของปี 2569 คาดว่าจะกลับมาเติบโตเมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน จากปัจจัยหลัก ได้แก่Aeroflex มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้น ทั้งในประเทศไทยจากความต้องการฉนวนกันความร้อนสำหรับโรงงานและอาคารที่เพิ่มขึ้น และในสหรัฐอเมริกาจากการลดลงของการใช้สินค้าคงคลัง รวมถึงการปรับเพิ่มราคาขาย

ขณะที่ EPP คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จะทรงตัวเมื่อเทียบกับงวดก่อนหน้า แต่ปรับดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน จากต้นทุนวัตถุดิบในสต็อกที่ลดลง รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการขายไปยังกลุ่มลูกค้าและสินค้าที่มีการแข่งขันไม่รุนแรงและมี GPM สูงกว่า และ Aeroklas มีแนวโน้มฟื้นตัวจากธุรกิจในประเทศไทยที่ดีขึ้นตามคำสั่งซื้อใหม่ ส่วนธุรกิจในออสเตรเลียคาดว่าจะยังฟื้นตัวได้ช้ากว่า

Back to top button