
พาราสาวะถี
การเล่นบทขึงขังของ อนุทิน ชาญวีรกูล ตามมาด้วยบทโหดของ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้วยการสั่งเด้ง นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
การเล่นบทขึงขังของ อนุทิน ชาญวีรกูล ตามมาด้วยบทโหดของ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้วยการสั่งเด้ง นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเข้ากรุเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนหน้าก็ย้าย ธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าฯ ภูเก็ต ไปเป็นรองผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราช และ อดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าฯ ภูเก็ต ไปเป็นรองผู้ว่าฯ สงขลา เพื่อสังเวยปมรองผู้ว่าฯ ขู่ย้ายผู้ว่าฯ รวมถึงการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ล้มเหลว
มองดูเหมือนเป็นความเด็ดขาด จัดการปัญหาความขัดแย้งทันท่วงที ฟังที่อนุทินอธิบายเหตุผลการย้ายผู้ว่าฯเซมเบ้พ้นจากภูเก็ตไปเป็นรองปลัดฯ เหมือนจะอวยยศ คนไม่รู้ก็ดูเหมือนว่าขยับเพื่อโตขึ้น แต่มันเป็นการลดชั้นชัด ๆ มีตำแหน่งที่ดูเหนือเก้าอี้ผู้ว่าฯ หรืออธิบดี แต่แท้จริงไร้ซึ่งอำนาจ บารมีใดๆ ยิ่งถ้าย้อนกลับไปฟังสิ่งที่เสี่ยหนูพูดกลางวงประชุมผู้บริหารกระทรวงคลองหลอด อดีตผู้ว่าฯ ภูเก็ตเป็นอดีตอธิบดีกรมการปกครองมาก่อน การถูกรองผู้ว่าฯ ข่มขู่แสดงอิทธิพลจึงไม่ควรเกิดขึ้น และไม่น่าจะถูกลดชั้นแบบนี้
ในทางกลับกันการแสดงละครว่าด้วยบทเฉียบขาดนั้น มันทิ้งร่องรอยให้เห็นว่าท้ายที่สุด ฝ่ายที่ทำให้มท.1ออกอาการกริ้วโกรธนั้น ยังคงมีอิทธิพลคุ้มกะลาหัวอยู่ เพราะขณะที่ผู้ว่าฯ ถูกเด้งเข้ากรุ แต่รองผู้ว่าฯ ภูเก็ตทั้งสองคน ได้ย้ายไปอยู่ในจังหวัดที่ใหญ่กว่า เท่ากับไม่ได้เป็นการลงโทษ มองดูเหมือนเป็นการอุ้มชูให้ไปอยู่ในที่ที่ดีกว่าเสียด้วยซ้ำ ขณะเดียวกัน หากย้อนกลับไปดูการหลุดจากเก้าอี้อธิบดีกรมการปกครองของผู้ว่าฯ เซมเบ้ก็มีความน่าสนใจไม่น้อย
เนื่องจากมีคำสั่งย้ายให้ไปเป็นผู้ว่าฯ ภูเก็ต เมื่อเดือนตุลาคม 2568 แล้วโยก นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ขึ้นเป็นอธิบดีกรมการปกครองแทน ซึ่งรายนี้ในกระทรวงต่างก็รู้กันดีว่าเป็นสายตรงจากบุรีรัมย์ แล้วก็เพิ่งปรากฏเป็นข่าวผ่านไปหมาด ๆ ว่า มีแชทไลน์หลุดที่อธิบดีคนดังว่าสั่งการไปยังปลัดจังหวัดภูเก็ตให้ “ช่วยน้ำเงินด้วย” พอเชื่อมโยงข้อมูลกันแบบนี้ จึงทำให้เห็นว่า การสั่งเด้งฟ้าผ่าชนิดยกจังหวัดภูเก็ตหนนี้ เป็นเรื่องของขนมผสมน้ำยาหรือไม่
อ้างต้นตอมาจากปัญหาการปราบปรามผู้มีอิทธิพลล้มเหลว แต่ลึกลงส่วนหนึ่ง น่าจะเกี่ยวพันกับผลการเลือกตั้ง สส.ครั้งที่ผ่านมา เพราะผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยไม่เข้าป้ายแม้แต่คนเดียว มากไปกว่านั้น ในสองเขตที่พ่ายแพ้ให้กับผู้สมัครจากพรรคประชาชนยังพอรับได้ แต่พื้นที่เขต 3 ปรากฏว่าเป็น อรทัย เกิดทรัพย์ ผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรมที่คว้าชัยชนะไป นั่นย่อม ทำให้พรรคสีน้ำเงินเสียหน้า เมื่อถึงเวลาจึงต้องสังคายนาผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทำให้พลาดเป้ากันแบบทบต้นทบดอก
ดังนั้น จึงน่าสนใจว่าปัญหาผู้มีอิทธิพลที่จะถูกยกมาเป็นสารตั้งต้น ประกบกับผลเลือกตั้งที่ผ่านมา จังหวัดอื่นจะถูกจัดการเหมือนกันหรือไม่ ฟังคำตอบของอนุทินที่ถูกนักข่าวถามปัญหานี้จะเกิดในจังหวัดอื่นหรือไม่ มท.1 บอกว่า “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ย่อมมีนัย เพราะหากที่นี่คือพื้นที่ทดสอบหรือต้นแบบของการจัดการปัญหาเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ความขัดแย้งของผู้บริหารในจังหวัดอาจเป็นแค่ฉากหน้า แต่แท้จริงเรื่องของ การจัดการพื้นที่เพื่อสนองตอบฝ่ายการเมืองต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญ
เหตุผลที่ชวนให้คิดไปเช่นนั้นได้ คงเป็นผลสืบเนื่องมาจากการโยกย้ายที่เพิ่งผ่านพ้นไป ผู้ที่ถูกมองว่ามีอิทธิพลคุ้มกะลาหัว เหมือนจะถูกลงโทษแต่กลับไม่รุนแรง หนักหน่วงเท่าคนที่ถูกเล่นงาน นั่นย่อมเป็นภาพสะท้อนว่า บารมีของผู้มีอยู่เบื้องหลังของคนที่ข่มขู่ผู้ว่าฯ ไม่ธรรมดา ถ้าไปถามคนในพื้นที่จะรู้กันดีว่าใครเป็นใคร ยิ่งเป็นการตอกย้ำเรื่องของผู้ทรงอิทธิพล เมื่อได้ฟังคำตอบจากผู้ว่าฯ เซมเบ้ต่อการถูกย้ายครั้งนี้ ชนวนเหตุมาจากการไปเตือนข้าราชการไม่ให้เกิดการวัดพลังหรือเรียกรับผลประโยชน์ จนเกิดความไม่พอใจ
อย่างไรก็ตาม หากเสี่ยหนูอยากจะพิสูจน์ความจริงใจที่ว่าย้ายผู้ว่าฯ เซมเบ้มานั่งรองปลัดฯ เป็นตำแหน่งที่โตขึ้น คงต้องแสดงความกล้าหาญด้วยการตั้งคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบความขัดแย้งในพื้นที่ มากกว่าให้กรมใดกรมหนึ่งไปทำหน้าที่ตรวจสอบ เมื่อบอกว่าเป็นเรื่องของรองผู้ว่าฯ กระทรวงมหาดไทยควรส่งคณะกรรมการลงไปตรวจสอบ โดยมีประธานระดับรองปลัดกระทรวง ที่จะสามารถเรียกทุกกรม ทุกหน่วยในกระทรวงมาพูดคุยตรวจสอบได้ตามอำนาจหน้าที่มากยิ่งขึ้น ซึ่งในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นรองปลัดเซมเบ้ ในฐานะคู่ขัดแย้งก็ได้
ดีไม่ดี การสะสางปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว อาจไม่ใช่แค่เรื่องความไม่ลงรอยระหว่างบุคคลเสียด้วยซ้ำ ทำไปทำมา น่าจะฉายให้เห็นภาพของผู้ทรงอิทธิพลที่มีบารมีเหนือฝ่ายปกครอง ซึ่งทำหน้าที่บริหาร จัดการปัญหาภายในภูเก็ตเสียด้วยซ้ำ อยู่ที่ว่าอนุทินจะกล้าถึงขนาดนั้นหรือไม่ มาถึงตรงนี้คงต้องเร่งดำเนินการ ให้ทุกอย่างเกิดความกระจ่าง หากเนิ่นช้าออกไปถ้าฝ่ายค้านโดย สส.พรรคส้มทั้งในภูเก็ต หรือ รังสิมันต์ โรม ที่แม้จะเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่เป็นคนในพื้นที่ มีข้อมูลเด็ดมาแฉขบวนการที่มีอยู่จะไปกันใหญ่
ต้องไม่ลืมว่าเรื่องของการปราบผู้มีอิทธิพล ทุนเทาทั้งหลายแหล่ พรรคสีน้ำเงินโดยการนำของเสี่ยหนูได้ประกาศท่าทีอันแข็งกร้าวว่าจะต้องกวาดล้างให้หมดไป กระทรวงมหาดไทยภายใต้การดูแลของตนเองจะต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง การมีรัฐมนตรีของพรรคตัวเองคุมทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง รวมไปถึงกระบวนการยุติธรรม แต่ไม่สามารถจัดการอะไรได้ คนย่อมตั้งคำถามและค่อนขอดว่า ดีแต่พูด นโยบายที่สวยหรูพอถึงภาคปฏิบัติกลับ เป็นการทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ไปเสียฉิบ
อรชุน