
OKJ ดัน OH! JUICE เปิดแคมเปญ “Love Takeover” ผนึก “ปอนด์ ณราวิชญ์” หนุนยอดขายพุ่ง 200%
OH! JUICE เดินหน้าแบรนด์เครื่องดื่มสุขภาพต่อเนื่อง หลังปี 2568 ทำยอดขายกว่า 350 ล้านบาท จาก 2 ล้านแก้ว และมี 26 สาขาทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “Love Takeover” ผนึกกำลัง “ปอนด์ ณราวิชญ์” สร้างปรากฎการณืสุดเยี่ยมยอดเชื่อมโยงผู้บริโภคสายสุขภาพ หนุนยอดขายพุ่ง 200% เริ่มแคมเปญตั้งแต่วันนี้จนกว่าสินค้าจะหมด
บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ เปิดแคมเปญผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม OH! JUICE แบรนด์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในตลาดไลฟ์สไตล์ เผยทิศทางการเติบโตทางธุรกิจหลังประสบความสำเร็จตลอดปี 2568 ยอดขายมากกว่า 350 ล้านบาท จำนวน 2 ล้านแก้ว ปิดปีด้วยจำนวนสาขา 26 สาขา เปิดตัวแคมเปญการตลาดเชิงประสบการณ์ “Love Takeover” กระตุ้นยอดขายรับปีม้า ผ่านความร่วมมือกับนักแสดงหนุ่ม “ปอนด์ ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์” ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายสุขภาพ
นางสาวเบญญาภา เตชะมณีสถิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ เจ้าของร้าน OH! JUICE (โอ้ จู๊ซ) เปิดเผยว่า ตลอดปี 2568 OH! JUICE มียอดจำหน่ายเครื่องดื่มรวมกว่า 2 ล้านแก้ว จากเครือข่ายสาขาทั่วประเทศจำนวน 26 สาขา โดยมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิล 200 บาท สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาเครื่องดื่มซึ่งตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ขณะที่ 3 สาขาที่มียอดขายสูงสุด ได้แก่ พารากอน, เมกะบางนา และเมเจอร์รัชโยธิน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ศูนย์การค้าและย่านไลฟ์สไตล์ของคนทำงานเมือง
ในเชิงโครงสร้างผู้บริโภค กลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูงสุดคือ คนทำงาน และ Millennials ขณะที่ Gen Z เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วและมีบทบาทสำคัญในการสร้างการรับรู้และการบอกต่อบนโซเชียลมีเดีย ปัจจัยดังกล่าวทำให้ OH! JUICE เดินหน้ากลยุทธ์การตลาดที่เชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับอารมณ์ ความรู้สึก และตัวตนของผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการสื่อสารด้านสินค้าผ่านคนดัง โดยที่ผ่านมาแบรนด์มีการคอลแลบอเรชันกับเซเลบริตี้และอินฟลูเอนเซอร์รวม ได้แก่ “ชมพู่ อารยา” “เกรซ กาญจน์เกล้า” และพัฒนาเมนูพิเศษร่วมกัน 2 เมนู ซึ่งภาพลักษณ์ของปอนด์จะเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มีพลังบวก เป็นมิตรและเข้าถึงง่าย
ในเดือนแห่งความรักนี้ OH! JUICE สื่อสารจุดยืนของแบรนด์ที่สร้าง “โมเมนต์ที่ผู้บริโภคยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว” ภายใต้แคมเปญ “Love Takeover” ถูกออกแบบขึ้นบนแนวคิด “Every Sip Bring You Closer” โดย OH! JUICE ตั้งใจให้การ Takeover เกิดขึ้นในทุกจุดสัมผัสของแบรนด์ ตั้งแต่บรรยากาศภายในร้าน แก้วเครื่องดื่ม การสื่อสาร ไปจนถึงกิจกรรมพิเศษ เพื่อเปลี่ยนการดื่มเครื่องดื่มให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้บริโภครู้สึกมีส่วนร่วมทางอารมณ์อย่างแท้จริง
ผ่านกลยุทธ์ Celebrity Signature Series ที่ OH! JUICE ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ได้ร่วมกับ ปอนด์ ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์ ซึ่งจะช่วยส่งแบรนด์ให้เข้าไป “Takeover” อารมณ์ของผู้บริโภคได้อย่างเป็นธรรมชาติผ่านรอยยิ้ม คาแรคเตอร์ และพลังบวก สอดคล้องกับจุดยืนของแบรนด์ที่ต้องการส่งต่อความสดชื่นและไลฟ์สไตล์สุขภาพให้กับผู้บริโภค จนกลายเป็นหนึ่งในตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามา Takeover หัวใจผู้บริโภคในวงกว้าง และตอบรับเทรนด์โชว์สุขภาพดีที่กำลังมาแรง เริ่มแคมเปญตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 สร้างปรากฎการณ์ขายเกลี้ยงทุกสาขา ยอดขายโต 200 %
เมนูพิเศษในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ได้แก่ “Loveberry Kissabel” แอปเปิลคิสซาเบลพรีเมียมนำเข้าจากฝรั่งเศส เนื้อชมพูฉ่ำหวานหอมแบบเบอร์รี่ ผสานแอปเปิล 2 สายพันธุ์ พร้อมเนื้อแอปเปิล Flambé และไซเดอร์ให้รสสดชื่น เสริมเบอร์รี่และชาซีลอนกุหลาบวนิลลา เพิ่มพีชเจลลี่คอมบูฉะเคี้ยวเพลิน อัดแน่นวิตามิน C และ Brain Booster บำรุงสมอง อร่อย และดีต่อร่างกายในแก้วเดียว
“Applekiss Takeover” แอปเปิลคิสซาเบลพรีเมียมนำเข้าจากฝรั่งเศส ผสานแอปเปิล 3 สายพันธุ์ พร้อมเนื้อแอปเปิล Flambé และไซเดอร์ ให้รสสดชื่นและเนื้อสัมผัสแน่นรู้สึกเหมือนได้กินแอปเปิลทั้งสวน เติมราสเบอร์รี่แยมโฮมเมด เพิ่มวิตามิน C และ Brain Booster สดชื่น บำรุงร่างกายและสมองในแก้วเดียว ทั้ง 2 เมนูผ่านการคิดมาเพื่อรสชาติที่ดื่มง่าย ตอบโจทย์ทุกคน และดื่มได้ทุกวัน
อีกทั้งหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของแคมเปญคือ กิจกรรม “Meet & Sip” ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภค 50 คน ได้ร่วมประสบการณ์ใกล้ชิดกับปอนด์ ณราวิชญ์ ผ่านการซื้อเครื่องดื่มเมนูพิเศษที่พัฒนาขึ้นสำหรับแคมเปญนี้ ซึ่งนอกจากจะช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วงเวลาจำกัดแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้าง Brand Affinity และการจดจำแบรนด์ในระยะยาว และบอกต่อความประทับใจและรสชาตความอร่อยของเมนูใหม่ แบบปากต่อปาก และผ่านช่องทาง โซลเชียลมีเดียวในวงกว้าง
ในปี 2569 OH! JUICE ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้โตมากกว่า 20% YoY พร้อมแผนขยายสาขาเพิ่มเติมเป็น 4-5 สาขา โดยมุ่งเน้นโลเคชันศักยภาพ เช่น ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ย่านธุรกิจ CBD และพื้นที่รอบมหาวิทยาลัย ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ควบคู่กับเทรนด์โชว์สุขภาพดี ที่การดูแลสุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกทางไลฟ์สไตล์
