
KS-UOBKH ชี้ “ศาลสูงสหรัฐ” ล้มภาษีทรัมป์ ดันการค้าโลกฟื้น ดึงโฟลว์เข้า SET หุ้นส่งออกเด่น
“บล.กสิกรไทย-ยูโอบี เคย์เฮียน” มองบวกหลังศาลสูงสหรัฐล้มภาษีทรัมป์ หนุนการค้าโลกฟื้น ดึง Fund Flow เข้า SET ลุ้นทะลุ 1,500 จุด ชูหุ้นส่งออก อาหาร ปิโตรฯ และโลจิสติกส์เด่น นำโดย DELTA, HANA, KCE, CPF, TU, PTTGC, IVL, STA, AH, PSL, TTA, RCL, WICE พร้อม AAI, ITC, MALEE, COCOCO และ STGT รับอานิสงส์เต็ม
บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า จากกรณีศาลฏีกาสหรัฐฯ มีมติ 6-3 ในการยืนคำวินิจฉัยตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสินให้เพิกถอนมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ โดยมองการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าในลักษณะวงกว้างแบบไม่จำกัดขอบเขต มูลค่า และระยะเวลา จากการอิงกฎหมายภาวะฉุกเฉินนั้นอยู่เหนืออำนาจของประธานาธิบดี โดยศาลระบุว่า อำนาจในการบังคับใช้ภาษีดังกล่าวเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ของประธานาธิบดี
ในแง่ผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยมองเป็นบวก เนื่องจากการยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มทำให้ปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มขยายตัวได้มากกว่าที่เดิมคาด ซึ่งส่งผลบวกต่อการส่งออกและตัวเลขคาดการณ์ GDP ของไทย โดยเฉพาะหลังตัวเลข GDP ไตรมาส 4/68 ออกมาดีกว่าคาดแล้ว outlook มองไปข้างหน้าดูเริ่มมี upside ต่อเนื่องที่ชัด
ในขณะที่สำหรับผลกระทบต่อสหรัฐฯ การเพิกถอนมาตรการภาษีนำเข้านั้นเป็นลบต่อฐานะการคลังโดยรวม ซึ่งอาจส่งผลลบต่อความเชื่อมั่น ท่ามกลางความไม่ชัดเจนในอนาคตสำหรับประเด็นเรื่องการชำระเงินภาษีนำเข้าคืนให้กับประเทศคู่ค้าต่างๆ (refund)
ดังนั้นความไม่ชัดเจนอาจเป็นประเด็นกดดัน outlook ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจฉุดค่าเงิน USD ให้อ่อนค่า โดยเฉพาะการยกเลิกภาษีนี้อาจส่งผลให้เกิดการเร่งนำเข้าสินค้าเป็นจำนวนมากของบริษัทในสหรัฐฯ ก่อนมีมาตรการใหม่ (rush import) มีโอกาสทำให้ ดุลการค้าสหรัฐขาดดุลพุ่งในระยะสั้นในช่วง ก.พ.–มี.ค.
สำหรับ US treasury yield มีมุมมองผสม เนื่องจากความเชื่อมั่นบนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ลดลงโดยปกติจะส่งผลให้ yield ปรับตัวขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ด้วยการเพิกถอนมาตรการภาษีนำเข้านั้นมีแนวโน้มทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ นั้นลดลงจากต้นทุนการนำเข้าสินค้าที่ลดลง อาจสร้างความคาดหวังในตลาดเรื่องที่ Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงได้ชัดขึ้นในปีนี้ทำให้ yield อาจเคลื่อนไหวในลักษณะผันผวนมากกว่ามีทิศทางแบบชัดเจน
ในด้านผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ประเมินในระยะสั้นการเพิกถอนมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ นั้นเป็นบวกกับราคาสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เช่นตลาดหุ้นในเอเชียและไทยชัดที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีสัดส่วนของการส่งออกต่อภาพรวมเศรษฐกิจสูง และเป็นกลุ่มที่สหรัฐฯ พุ่งเป้าในการใช้มาตรการทางภาษีนำเข้ามากที่สุด มองมีโอกาสที่ต่างชาติอาจให้น้ำหนักเชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่เพิ่ม รวมถึงหุ้นไทย ซึ่งอาจช่วยหนุนให้ฟันด์โฟลว์ยังไหลเข้าไทยต่อและ SET Index มีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ระดับ 1,500 จุด ในสัปดาห์หน้า
ผลกระทบต่อหุ้นเป็นรายกลุ่ม มองกลุ่มส่งออกเช่น ELEC (DELTA HANA KCE), F&B (CPF, TU), PETRO (PTTGC, IVL) และ AUTO (STA, AH), และ กลุ่มขนส่งเดินเรือ / โลจิสติกส์ (PSL, TTA, RCL, WICE) อาจได้ประโยชน์ในเชิงจิตวิทยาช่วงสั้น รวมไปถึงกระแสที่อาจเห็นสหรัฐฯ เร่งนำเข้าสินค้าเพื่อกักตุนสินค้าก่อนมีมาตรการใหม่
อย่างไรก็ดี อาจยังต้องติดตามว่าจะมีการประกาศมาตรการภาษีนำเข้าใหม่อีกครั้งโดยอิงกฎหมายอื่นหรือไม่ (reimpose) โดยทรัมป์ยังมีอีก 5 ช่องทางในการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเช่น
1.) Section 232 (ใช้กรณีมีภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ แต่ต้องมีการตรวจสอบก่อนใช้ โดยใช้เป็นรายอุตสาหกรรม ไม่ใช่ในลักษณะวงกว้าง)
2.) Section 201 (ใช้กรณีการนำเข้ามีการเพิ่มขึ้นจนทำให้ผู้ผลิตอเมริกันเสียหายร้ายแรง แต่ต้องมีการตรวจสอบ มีเพดานภาษีที่ 50% และใช้ได้สูงสุด 4 ปี)
3.) Section 301 (ใช้ตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ดำเนินนโยบายการค้าที่เลือกปฏิบัติหรือไม่เป็นธรรม โดยต้องให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) สอบสวน เช่นที่ใช้กับจีนในช่วง 2018)
4.) Section 122 (ใช้แก้ปัญหาดุลการชำระเงินหรือการอ่อนค่ารุนแรงของดอลลาร์ ไม่ต้องรอการสอบสวนจากหน่วยงาน แต่มีเพดาน 15% และใช้ได้ไม่เกิน 150 วัน โดยต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรสก่อน)
5.) Section 338 (ใช้ตอบโต้ประเทศอื่นที่เลือกปฏิบัติทางการค้าต่อสหรัฐ โดยไม่ต้องรอสอบสวน แต่มีเพดาน ภาษีที่ 50%)
ทั้งนี้หลังศาลสูงสหรัฐฯ แถลงมติคำวินิจฉัย ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้มากนักโดย S&P500 +0.6% ขณะที่ USD แกว่งตัวผันผวน และ US treasury yield ขยับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากตลาดเชื่อว่าสุดท้ายทรัมป์ยังจะหาวิถีทางในการกลับมาเก็บภาษีนำเข้าอยู่ดี โดยมีโอกาสที่ทรัมป์อาจพิจารณาใช้ Section 122 ในการจัดเก็บภาษีชั่วคราวก่อน โดยเป็นมาตรการที่ไม่ต้องรอการสอบสวนจากหน่วยงาน แต่มีเพดาน 15% และใช้ได้ไม่เกิน 150 วัน เพียงแต่ต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส เชื่อว่าวิธีนี้อาจเป็นตัวเลือกที่จะถูกใช้เป็นมาตรการชั่วคราวระหว่างรอการสอบสวนภายใต้มาตราอื่น เช่น 232 หรือ 301
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ UOBKH ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้การใช้กฎหมาย IEEPA โดยโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อขึ้นภาษีการค้ากับนานาประเทศนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
1) มองเป็นลบต่อฐานะการคลังสหรัฐฯ เนื่องจากจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อทั้งดุลการคลัง และดุลการค้าสหรัฐฯ ในอนาคต ที่ได้ทั้งเงินจากภาษีนำเข้าที่เก็บจากประเทศอื่นๆ และการส่งออกสินของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ผันผวน
.2) มองเป็นบวกต่อประเทศที่ส่งออกไปสหรัฐฯมาก โดยเฉพาะเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นจิตวิทยาเชิงบวกต่อการลงทุนโดยรวม โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ (EMs)
3) อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ อาจใช้เครื่องมือหรือกฎหมายอื่นในการเรียกเก็บภาษีการค้า ทำให้ภาษีการค้าอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันมาก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
4) สำหรับหุ้นไทย กลุ่มที่ได้ประโยชน์ คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก tariff ที่สูงในช่วงก่อนหน้า อาทิ กลุ่มอาหารสัตว์, น้ำผลไม้ และยางพารา เช่น AAI, ITC, TU, CPF, MALEE, COCOCO, STA และ STGT

