
KH Academy ต้อนรับ Columbia Law School “ไอวีลีก” จากสหรัฐฯ ยกระดับกฎหมายอาสาไทย
KH Academy ต้อนรับ Columbia Law School “ไอวีลีก” จากสหรัฐฯ รุกสร้างเครือข่ายงานกฎหมายอาสาระดับโลก! เปิดฉากโครงการ Pro Bono Caravan ในไทย
Columbia Law School (CLS) โรงเรียนกฎหมายของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนในกลุ่ม “ไอวีลีก” ของสหรัฐอเมริกา ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการศึกษากฎหมายระดับโลก นำทีมนักศึกษาในนาม Columbia European Law Association (CELA) เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อดำเนินโครงการ “2026 Spring Break Pro Bono Caravan Program” กิจกรรมแลกเปลี่ยนวิชาชีพกฎหมายอาสาสมัครระดับสากล โดยผนึกกำลังร่วมกับสำนักงานกฎหมายชั้นนำของไทย Kudun & Partners, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบัน KH Academy
สำหรับกิจกรรมจัดขึ้น ณ KH Academy Rachathewi Campus ภายในงานอัดแน่นไปด้วยสาระสำคัญด้านงานกฎหมายเพื่อสาธารณะ (Pro Bono) ที่น่าสนใจในหลากหลายมิติ ซึ่งไฮไลท์อยู่ที่การแลกเปลี่ยนมุมมองของตัวแทนนักศึกษา CLS ที่บินตรงจากนิวยอร์กเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ระบบ Pro Bono ของสหรัฐฯ แบบเจาะลึก ซึ่งถือเป็นข้อกำหนดภาคบังคับก่อนสำเร็จการศึกษา โดยนักศึกษาต้องสะสมชั่วโมงงานอาสาสมัครไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมง สะท้อนให้เห็นถึงการบ่มเพาะความรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะนักกฎหมายอาชีพตั้งแต่วันแรกของการเรียน งานนี้นักศึกษา CLS เปิดเผยว่า ในช่วงปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิ สมาชิกของ CELA ส่วนใหญ่จะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเรียนรู้ระบบกฎหมายในเขตอำนาจศาลอื่น ๆ ที่แตกต่างจากสหรัฐอเมริกา และปีนี้พวกเขาเลือกมาที่ประเทศไทย เพราะอยากสัมผัสประสบการณ์ในประเทศที่ไม่เคยไป รวมถึงเรียนรู้ระบบ Civil Law ด้วย
“วันนี้พวกเราได้มีโอกาสร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นการสนทนาที่มีประสิทธิภาพมากครับ เราได้มีโอกาสแชร์ว่าระบบกฎหมายและการเรียนในสหรัฐฯ เป็นอย่างไร ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับประสบการณ์การทำงานอาสาด้านกฎหมาย (Pro Bono) ของทางฝั่งไทยด้วย พวกเรารู้สึกทึ่งมากที่ได้เห็นแนวคิดและวิธีการขยายโอกาสในการทำ Pro Bono ในประเทศไทยผ่านมุมมองของนักศึกษาที่นี่ครับ ซึ่งพวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักศึกษาจากทั้งสองสถาบันจะยังคงติดต่อสื่อสารและรักษามิตรภาพที่ดีต่อกันไว้ พวกเราเชื่อเสมอว่าการศึกษาคือโอกาสที่ดีที่สุด และนักศึกษาคืออนาคตของวิชาชีพนี้ ดังนั้นการสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างสถาบันและการร่วมกันพัฒนาเส้นทางสายกฎหมายต่อไปในอนาคต จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีและสำคัญมากสำหรับพวกเราครับ” ตัวแทนนักศึกษา CLS กล่าว
นอกเหนือจากการแบ่งปันประสบการณ์ของฝั่ง CLS สหรัฐฯ แล้ว ยังมี Pro Bono Committee จากสำนักงานกฎหมายชั้นนำของไทย อย่าง Kudun & Partners นำโดยคุณ Emi Rowse ทนายความหุ้นส่วนและหัวหน้าแผนกลูกค้าญี่ปุ่น ร่วมแชร์เบื้องหลังและประสบการณ์จริงในการขับเคลื่อนงานกฎหมายอาสาสมัคร ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบและพันธกิจทางวิชาชีพของ Kudun & Partners ในการนำทักษะและความรู้ความสามารถในฐานะทนายความมาใช้เพื่อช่วยเหลือและตอบแทนสังคม
“ต้องบอกว่าการได้ร่วมทำกิจกรรมในโครงการ Pro Bono Caravan Program ของ ม.โคลัมเบีย ถือเป็นจังหวะเวลาที่ดีมาก เพราะ Kudun and Partners เราเพิ่งจะจัดตั้งคณะกรรมการฝ่าย Pro Bono ขึ้นมาพอดี เนื่องจากเราเชื่อว่าการทำ Pro Bono นั้นมีความสำคัญต่อสังคมมาก ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นสำนักงานกฎหมายและทีมทนายความ จึงอยากจะตอบแทนสิ่งดี ๆ สู่สังคม ด้วยการช่วยเหลือองค์กรต่างๆ หรือ NGO ที่มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายแต่อาจไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะจ่ายค่าบริการทางกฎหมาย นอกจากนี้เรายังมีแผนงานอีกมากมาย โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้แก่สังคมเกี่ยวกับงานด้านกฎหมายอาสา ซึ่งอาจจะได้ร่วมมือกันผลักดันเรื่องนี้ต่อไปในอนาคตค่ะ” ทนายความหุ้นส่วนและหัวหน้าแผนกลูกค้าญี่ปุ่น Kudun and Partners กล่าว
ขณะที่ฝั่งภาคการศึกษาด้านกฎหมายของไทย อย่าง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย ผศ. ดร.เอมผกา เตชะอภัยคุณ รองคณบดีฝ่ายบริการวิชาการและวิสาหกิจสัมพันธ์ พร้อมด้วย ผศ. ดร.พิมพ์กมล กองโภค ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา ผศ. ดร.จุฑามาศ ถิระวัฒน์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์อบรมและให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย (LeTEC) น.ส.ปริมวิษา ทองฉอ้อน และน.ส.เพ็ญพิชชา แก้วยาศรี ทนายความ ศูนย์นิติศาสตร์ ก็ได้ร่วมแบ่งปัน Case Studies และประสบการณ์ตรงในการบ่มเพาะจิตวิญญาณนักกฎหมายอาสาผ่านรั้วมหาวิทยาลัย
โดย ผศ. ดร.เอมผกา กล่าวเสริมถึงภาพรวมและความสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ทางคณะฯ มีการดำเนินกิจกรรมด้านทนายอาสาหรือ Pro Bono มาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกการเป็นนักกฎหมายที่รับใช้สังคมตามปณิธานของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ การได้มาร่วมทำกิจกรรมกับ Columbia Law School ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับโลก ก็ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายพาร์ทเนอร์และยกระดับองค์ความรู้ให้เท่าทันสถานการณ์โลก
“มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยที่สอนให้รักประชาชน ดังนั้น ทางคณะนิติศาสตร์เราจึงทำกิจกรรมเรื่องของทนายอาสา หรือว่า Pro Bono อย่างยาวนานและต่อเนื่องมาอยู่แล้วซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน อย่างไรก็ตาม การที่เราได้รับคำเชิญจากภาคเอกชน อย่าง Kudun and Partners และ KH Academy ให้มาร่วมโปรแกรมในครั้งนี้คือโอกาสล้ำค่าในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำมาพัฒนา ปรับปรุง และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันกับเครือข่ายใหม่ๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนางานกฎหมายอาสาของไทยให้มีความเป็นมืออาชีพและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในอนาคต” ผศ. ดร.เอมผกา กล่าว
ด้าน น.ส.ณัชชา เรืองมะเริง และ นายสิทธิเดช อุดมดิเรกวรกุล ตัวแทนนักศึกษาจาก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ทำให้เห็นถึงความแตกต่างของระบบงานกฎหมายอาสา (Pro Bono) ระหว่างนักศึกษากฎหมายของสหรัฐฯ กับไทย โดยเฉพาะในด้านกรอบข้อกำหนดสำหรับนักศึกษาก่อนที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางทนายความอาชีพ รวมถึงขอบเขตการทำงานในระดับนานาชาติ ทั้งนี้มองว่าการได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์กับนักศึกษากฎหมายจากมหาวิทยาลัยระดับโลก ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาด้านงานกฎหมายอาสาของไทยต่อไปในอนาคต
“การที่มีนักศึกษาจาก Columbia Law School เข้ามาร่วมในครั้งนี้ ทำให้เราตระหนักได้ว่างาน Pro Bono ในไทยกับอเมริกา ยังแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่องของข้อกำหนด (requirement) ก่อนที่จะสำเร็จการศึกษาหรือก้าวเข้าสู่เส้นทางทนายความอาชีพ ซึ่งทางสหรัฐฯ มีการกำหนดชั่วโมงงานอาสาเพื่อสังคมไว้อย่างชัดเจน ความแตกต่างที่สำคัญอีกประการคือ งาน Pro Bono ของต่างประเทศตามที่ทางนักศึกษา CLS ได้นำเสนอ คือมีการจัดการทำงานกับกฎหมายในหลายประเทศมากกว่า เช่น การทำเคสที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น หรือเคสในประเทศไทยก็ต้องเข้ามาศึกษากฎหมายไทยประกอบกัน ในขณะที่งาน Pro Bono ในไทยยังจำกัดอยู่ในขอบเขตกฎหมายไทยเพื่อช่วยเหลือคนในประเทศเท่านั้น ซึ่งเราคาดหวังว่าในอนาคต งาน Pro Bono ของไทยจะสามารถก้าวไปถึงระดับสากลที่มีการเชื่อมโยงกับกฎหมายต่างประเทศได้เช่นกัน” ตัวแทนนักศึกษา นิติฯ มธ. กล่าว
ก่อนจะปิดท้ายโครงการคาราวานนักกฎหมายอาสา จาก CLS ด้วยความรู้จาก Joanita Britto Menon, Senior Legal Programme Manager Asia TrustLaw, Thomson Reuters Foundation ที่พาไปดูสถิติและเทรนด์ใหม่ๆ ของโลกว่าเพราะเหตุใดนักกฎหมายทั่วโลกถึงหันมาให้ความสำคัญกับงาน Pro Bono มากขึ้น งานนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญอย่างยิ่งที่เยาวชนและนักกฎหมายจากสองซีกโลกได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการนำทักษะทางกฎหมายไปสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมร่วมกันต่อไปในอนาคต

