
GCAP GOLD ชี้ช่องเก็งกำไร “ทองคำ” แนะสะสมแนวรับ 4,400 เหรียญ
GCAP GOLD ชี้ภาพรวมราคาทองคำส่อแววผันผวนหนักจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานพุ่ง กระทบเงินเฟ้อเร่งตัวจนตลาดกังวลว่า "เฟด" อาจกลับมาขึ้นอัตราดอกเบี้ย แนะนักลงทุนจับตาตัวเลข PCE สหรัฐฯ และความคืบหน้าข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ พร้อมกางกลยุทธ์รอซื้อสะสมบริเวณแนวรับ 4,400-4,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และทยอยแบ่งขายทำกำไรที่แนวต้านสำคัญ
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยถึงกลยุทธ์การลงทุนในตลาดทองคำขณะนี้ว่า ราคาทองคำยังคงอยู่ในช่วงของการพักฐาน หลังจากที่ราคายังไม่สามารถกลับไปยืนเหนือระดับ 4,550 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ได้อย่างมั่นคง ฝ่ายวิเคราะห์จึงประเมินว่ามีโอกาสที่แรงขายจะกดดันให้ราคาปรับตัวลงไปทดสอบแนวรับสำคัญถัดไปบริเวณ 4,400–4,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (หรือราคาทองคำไทย 68,600–69,000 บาท) ซึ่งระดับราคาดังกล่าวถือเป็นจังหวะที่ดีในการรอเข้าซื้อสะสมในรอบนี้
ส่วนของระดับราคาบริเวณ 4,590–4,625 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (หรือราคาทองคำไทย 70,600–71,300 บาท) ถือเป็นแนวต้านสำคัญที่ประเมินไว้ หากราคาไม่สามารถทะลุผ่านระดับดังกล่าวไปได้ แนะนำให้นักลงทุนพิจารณาแบ่งขายทำกำไรออกบางส่วน
ขณะที่ปัจจุบันราคาทองยังคงเผชิญความผันผวนในระดับสูงจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และความคาดหวังต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังจากที่ตลาดเริ่มมองว่าเฟดอาจจะยังคงไม่พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย และมีโอกาสที่จะกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีกครั้ง หากตัวเลขเงินเฟ้อยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยปัจจัยดังกล่าวเป็นผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาทองคำในปัจจุบันยังคงเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องจับตาตัวเลขดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ หากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ จะยิ่งตอกย้ำมุมมองที่ว่าเฟดอาจต้องปรับเปลี่ยนท่าทีมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น (Hawkish) ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่กลับมากดดันราคาทองคำเพิ่มเติม

