JMT ลุย “Financial Recovery” เปิดศูนย์ประนอมหนี้ 41 สาขา ดัน Cash Collection แตะ 9 พันล.

JMT เปิดทิศทางธุรกิจปี 2569 ยกระดับบทบาทจากธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพสู่ “Financial Recovery Partner” เดินหน้าขยายศูนย์ประนอมหนี้ 41 สาขาทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาแอป “Jaii-Dee” หนุนบริการดิจิทัล ตั้งเป้า Cash Collection ปี 2569 แตะ 9,000 ล้านบาท


บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT เปิดทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้าต่อยอดผู้นำธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ (AMC) สู่การเป็น “Financial Recovery Partner” พร้อมเปิดตัว “ศูนย์ประนอมหนี้ JMT by Jai” อย่างเป็นทางการ ณ อาคาร Jas Green Village Ramkhamhaeng และเดินหน้าขยายเครือข่ายศูนย์ประนอมหนี้ครอบคลุม 41 สาขาทั่วประเทศ ยกระดับการให้บริการทั้งผ่านสาขาและแพลตฟอร์มดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน “Jaii-Dee”

ตอกย้ำทิศทางการพัฒนาองค์กรสู่ “Digital AMC” พร้อมเผยความสำเร็จในการช่วยลูกค้าปิดบัญชีหนี้แล้วกว่า 1 ล้านบัญชี สะท้อนบทบาทของ JMT ในการเป็นส่วนหนึ่งของกลไกฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความท้าทายจากภาระหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยวิสัยทัศน์ปี 2569 ว่า “JMT เดินหน้าต่อยอดธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ สู่การเป็น ‘Financial Recovery Partner’ หรือผู้ช่วยฟื้นฟูทางการเงินให้กับลูกค้า ผ่านการหาทางออกร่วมกันอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้ลูกค้าสามารถกลับมาตั้งต้นทางการเงินได้อีกครั้ง

ตลอดระยะเวลากว่า 32 ปีของการดำเนินธุรกิจ JMT ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกค้าในการประนอมหนี้และวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละคนมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา JMT สามารถช่วยลูกค้ากลับคืนสู่ระบบการเงินแล้วกว่า 1 ล้านบัญชี สะท้อนบทบาทของบริษัทที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการติดตามหนี้ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการเงินใหม่ให้กับประชาชนในระยะยาว”

ภายใต้บริบทเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความเปราะบาง และปัญหาหนี้ยังคงเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของประเทศ JMT มองว่าธุรกิจบริหารหนี้ในปัจจุบัน ไม่ได้มีบทบาทเพียงการจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศในระยะยาว

ด้วยแนวคิดดังกล่าว JMT จึงเปิด “ศูนย์ประนอมหนี้ JMT by Jai” เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการต่อยอดแนวทาง Financial Recovery สู่การปฏิบัติจริง โดยศูนย์ถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางบริการด้านการฟื้นฟูทางการเงินแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ การวิเคราะห์สถานการณ์หนี้รายบุคคล การเจรจาและปรับโครงสร้างหนี้ การออกแบบเงื่อนไขการชำระที่เหมาะสม ตลอดจนการให้คำแนะนำด้านการบริหารการเงินและเสริมศักยภาพรายได้ในระยะยาว เพื่อช่วยให้ลูกค้ากล้าเข้ามาพูดคุย และร่วมกันหาทางออกทางการเงินมากขึ้น

ปัจจุบัน JMT ขยายเครือข่าย “ศูนย์ประนอมหนี้” ครอบคลุม 41 สาขาทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการในระดับพื้นที่ โดยบริษัทมองว่า Physical Touchpoint ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น และช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านการให้คำปรึกษาทางการเงินได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน JMT ยังเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน “Jaii-Dee” ภายใต้แนวคิด “เช็กง่าย จ่ายคล่อง จบที่แอปเดียว” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบยอดหนี้ ชำระเงินออนไลน์ และทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้แบบ Real-Time ตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจุบันมีสมาชิกใช้งานแล้วมากกว่า 200,000 ราย สะท้อนการปรับตัวขององค์กรสู่การเป็น “Digital AMC” อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ JMT ยังนำ AI และ Data Analytics เข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและออกแบบแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเปิดช่องทาง Call Center หมายเลข 1527 เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้คำปรึกษาและประสานงานกับลูกค้าโดยตรง ตอกย้ำเป้าหมายขององค์กรในการสร้างระบบบริหารหนี้ที่เข้าถึงง่าย โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนบทบาทของ JMT ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านการฟื้นฟูทางการเงินของประเทศในระยะยาว

ในเชิงธุรกิจ โมเดล Financial Recovery Platform นอกจากช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในด้านการเงินแล้ว ยังช่วยยกระดับคุณภาพพอร์ตหนี้ และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ (Collection Rate) ปัจจุบัน JMT ยังคงตอกย้ำสถานะผู้นำธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ

โดยเฉพาะหนี้ไม่มีหลักประกันอันดับหนึ่งของประเทศไทย โดย ณ สิ้นปี 2568 JMT Group และ JK AMC มีมูลหนี้ด้อยคุณภาพภายใต้การบริหารรวมประมาณ 574,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายการจัดเก็บเงินสด (Cash Collection) ปี 2569 ที่ระดับ 9,000 ล้านบาท จากปี 2568 ที่ทำได้ประมาณ 8,407 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการบริหารพอร์ตและสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง

“JMT มองว่า การแก้ปัญหาหนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการบริหารพอร์ตหรือการติดตามจัดเก็บ แต่คือการช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาตั้งต้นทางการเงินได้อีกครั้ง เมื่อประชาชนกลับมามีกำลังซื้อและมีศักยภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็จะส่งผลเชิงบวกต่อทั้งระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับลูกค้า แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนของ JMT ไปพร้อมกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย” นายสุทธิรักษ์ กล่าวทิ้งท้าย

Back to top button