TURBO โชว์กำไร Q1 โต 21% แตะ 175 ลบ. รับพอร์ตสินเชื่อโต-ธุรกิจนายหน้าประกันหนุน

TURBO รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 175 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.70% จากปีก่อน รับแรงหนุนรายได้ดอกเบี้ย 691.60 ล้านบาท หลังพอร์ตสินเชื่อขยายแตะ 11,494.60 ล้านบาท พร้อมรายได้ธุรกิจนายหน้าประกันภัยและรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 60.60%


บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) หรือ TURBO รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

บริษัทฯ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 175.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.72 จากปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 144.99 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ รายได้ดอกเบี้ยที่เติบโตต่อเนื่อง การควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหาร และการเติบโตของรายได้จากธุรกิจนายหน้าประกันภัย

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีรายได้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 691.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.40% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อสุทธิ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 10,804.90 ล้านบาทในไตรมาส 1/2568 มาอยู่ที่ 11,494.60 ล้านบาทในไตรมาส 1/2569 คิดเป็นการเติบโต 6.40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 3.50% จากไตรมาสก่อนหน้า

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาอัตราผลตอบแทนจากเงินให้สินเชื่อ หรือ Yield on Loan ให้อยู่ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของลูกค้าและคุณภาพของพอร์ตสินเชื่อ

นอกจากนี้ รายได้จากธุรกิจนายหน้าประกันภัยและรายได้อื่น ซึ่งรวมอยู่ในบรรทัด “รายได้อื่น” ของงบกำไรขาดทุน อยู่ที่ 104.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.30 ล้านบาท หรือ 60.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นรายได้สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้รวม โดยสะท้อนผลจากการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ประกันภัย และการขยายเครือข่ายพันธมิตรบริษัทประกันภัยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า รายได้จากธุรกิจนายหน้าประกันภัยและรายได้อื่นปรับตัวลดลงเล็กน้อย 5.40% ซึ่งเป็นไปตามปัจจัยฤดูกาลของธุรกิจประกันภัย โดยบริษัทฯ มองว่าธุรกิจนายหน้าประกันภัยจะยังคงเป็นแหล่งรายได้สำคัญในระยะยาว ช่วยกระจายโครงสร้างรายได้ และลดการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ยเพียงช่องทางเดียว

ด้านค่าใช้จ่ายในการบริหารปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อน 23.20 ล้านบาท หรือ 5.70% เนื่องจากรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO ในปีก่อนสิ้นสุดลง ประกอบกับค่าเสื่อมราคาที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากสาขาที่ครบระยะเวลาตัดค่าเสื่อม รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในงานของสำนักงานใหญ่ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ หรือ Cost to Income ลดลงจาก 54.80% เหลือ 52.40%

ด้านฐานะทางการเงินของบริษัทฯ แข็งแกร่งขึ้นจากการระดมทุนผ่าน IPO ในปี 2568 ประกอบกับการบริหารสภาพคล่องส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ลดลงจาก 3.55 เท่า เหลือ 2.28 เท่า สะท้อนโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่งขึ้นและรองรับการขยายธุรกิจในระยะถัดไปได้อย่างมั่นคง

Back to top button