
BLCP เปิดบ้านโชว์ระบบคุมมลพิษ-จัดการน้ำทะเล สร้างความเชื่อมั่นชุมชนระยอง
โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีเปิดบ้านต้อนรับภาครัฐ สส.ระยอง และผู้นำชุมชน เยี่ยมชมระบบควบคุมมลสารและจัดการน้ำทะเล ย้ำมาตรฐาน EIA เข้มกว่ากฎหมาย พร้อมผลิตไฟฟ้าควบคู่สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย
บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด หรือโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี เปิดพื้นที่ต้อนรับผู้แทนจากภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น และภาคประชาชน เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงาน รับฟังข้อมูล และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อม มุ่งสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยอง
คณะผู้เยี่ยมชมประกอบด้วย นายกฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง เขต 2 นางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง เขต 1 นายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ตลอดจนผู้แทนจากสำนักงานท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 ศูนย์ดำรงธรรม เทศบาลนครมาบตาพุด และผู้นำชุมชนในจังหวัดระยอง
นายสุรเชษฐ์ รัตนาประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารและวิศวกรสิ่งแวดล้อมประจำโรงไฟฟ้า ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินงานและตอบข้อซักถาม โดยระบุว่า การลงพื้นที่ของทุกภาคส่วนสะท้อนถึงความห่วงใยต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของบริษัทที่มุ่งผลิตไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมตามกรอบ ESG
สำหรับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้าบีแอลซีพียึดเกณฑ์ตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ซึ่งกำหนดค่าการปล่อยมลสารทางอากาศเข้มงวดกว่ามาตรฐานของประเทศไทย โดยกำหนดค่าก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไม่เกิน 262 ส่วนในล้านส่วน หรือ ppm เทียบกับมาตรฐานประเทศที่ไม่เกิน 320 ppm
ส่วนออกไซด์ของไนโตรเจนกำหนดไว้ไม่เกิน 241 ppm ต่ำกว่ามาตรฐานประเทศที่ 350 ppm ขณะที่ฝุ่นละอองกำหนดไว้ไม่เกิน 43 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เทียบกับมาตรฐานประเทศที่ 120 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
โรงไฟฟ้าได้นำเทคโนโลยีระดับสากล 3 ระบบมาใช้ควบคุมมลสาร ประกอบด้วย ระบบ Low NOx Burner สำหรับควบคุมการเผาไหม้และการไหลของอากาศ เพื่อลดการเกิดออกไซด์ของไนโตรเจนตั้งแต่ต้นทาง ระบบดักจับฝุ่นด้วยไฟฟ้าสถิต หรือ ESP ซึ่งสามารถดักจับฝุ่นได้สูงถึง 99.7% และระบบ FGD สำหรับดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ด้วยน้ำทะเล
ทั้ง 3 ระบบทำงานร่วมกันเป็นกลไกป้องกันหลายชั้น ก่อนระบายอากาศผ่านปล่องสูง 200 เมตร ซึ่งติดตั้งระบบตรวจวัดมลสารอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง หรือ CEMS เพื่อติดตามค่าการปล่อยมลสารตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานราชการ และแสดงค่าผ่านป้ายธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมบริเวณหน้าโรงไฟฟ้า
ด้านการบริหารจัดการน้ำ โรงไฟฟ้านำน้ำทะเลเข้าสู่กระบวนการหล่อเย็นผ่านท่อปิดแบบไหลผ่านครั้งเดียว เพื่อแลกเปลี่ยนความร้อนของไอน้ำ โดยไม่มีการสัมผัสกับก๊าซร้อนจากกระบวนการเผาไหม้ ก่อนปรับสภาพและระบายกลับคืนสู่ทะเลภายใต้มาตรการกำกับดูแล 3 ขั้นตอน
ขั้นตอนแรก น้ำทะเลที่ผ่านกระบวนการหล่อเย็นจะไหลผ่านคลองระบายน้ำความยาวกว่า 600 เมตร เพื่อลดอุณหภูมิก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ขั้นตอนที่ 2 ตรวจวัดอุณหภูมิบริเวณจุดระบายแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยควบคุมไม่ให้สูงเกิน 40 องศาเซลเซียสตามที่กฎหมายกำหนด
ขั้นตอนที่ 3 บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมอิสระจะสุ่มตรวจอุณหภูมิน้ำทะเลในรัศมี 500 เมตร จำนวน 13 สถานี โดยอุณหภูมิทุกสถานีต้องเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับจุดอ้างอิงตามธรรมชาติ หากพบอุณหภูมิบริเวณจุดตรวจมีแนวโน้มเข้าใกล้เกณฑ์ 40 องศาเซลเซียส โรงไฟฟ้าจะลดกำลังการผลิตทันที เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล
นอกจากนี้ โรงไฟฟ้ายังเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมผ่านการประชุมกับคณะกรรมการ EIA ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนชุมชนและภาครัฐทุก 2 เดือน เพื่อรายงานผลการดำเนินงานและรับฟังข้อเสนอแนะ รวมถึงดำเนินโครงการร่วมกับสมาคมเพื่อนชุมชนและหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของจังหวัดระยอง ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาชุมชนผ่านกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในด้านสาธารณสุข การศึกษา และคุณภาพชีวิต
การเปิดพื้นที่เยี่ยมชมครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการร่วมตรวจสอบและผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมให้มีความโปร่งใส ปลอดภัย และเติบโตควบคู่กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
